Risk radar

แม้บรรยากาศการลงทุนจะมีความไม่แน่นอน ผู้ลงทุนควรหลีกเลี่ยงการมองโลกในแง่ร้ายมากเกินไป การลงทุนต่ำกว่าระดับที่ควรนั้นอาจหมายถึง การพลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจ ขณะการคาดการณ์แนวโน้มระยะสั้นอาจทำให้เกิดต้นทุนสูง เพราะมองข้ามปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 ถึงเดือนธันวาคม 2018 แต่พอมาในต้นปี 2019 เฟดได้ประกาศยุติวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา โดยอ้างสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึง Brexit และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน นับจากนั้นเฟดได้ติดตามสถานการณ์ด้วยท่าทีทางนโยบายที่ผ่อนคลาย (dovish) พร้อมปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสามครั้ง

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีผลสะท้อนไปยังธนาคารกลางทั่วโลก หลายแห่งได้ประกาศปรับลดดอกเบี้ยขนานใหญ่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงแนวโน้มการผ่อนคลายทางการเงินของโลก ธนาคารกลางยังคงกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และจะดำเนินการต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการชะลอตัวลงอย่างรุนแรง โดยทั่วไปแล้วธนาคารกลางในเอเชียมักจะเตรียมความพร้อมและ (ที่สำคัญมากกว่า) สามารถลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อสนับสนุนการเติบโต

การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอในปัจจุบันได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขาดแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อนี้ทำให้ธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าเฟดได้ส่งสัญญาณว่าอาจหยุดเพื่อทำการประเมินข้อมูลใหม่ก่อนที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่ราคาในตลาดได้สะท้อนถึงโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้และปีหน้าไปแล้ว ซึ่งเมื่อความคาดหวังต่อนโยบายดังกล่าวมีสูง ความเสี่ยงในการผิดหวังก็สูงด้วยเช่นกัน

ประเด็นที่อยู่ภายในสถานการณ์นี้ก็คือการที่นโยบายการเงินมีท่าทีที่ผ่อนคลายน้อยกว่าคาด อันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางที่ล่าช้ากว่าการกระทำของตลาด อาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น โดยในสภาวะตลาดที่มีอัตราผลตอบแทนติดลบ อย่างเช่นในยูโรโซนและญี่ปุ่น การรับรู้ข้อจำกัดในการขับเคลื่อนทางนโยบายจึงยังมีโอกาสที่จะบั่นทอนความมีเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้

มาเดินฝ่าความไม่แน่นอนเหล่านี้ด้วยการมองอย่างเฉียบคมและปรับอายุตราสาร (duration) ในพอร์ตแบบเชิงรุก

การใช้นโยบายการเงินทำได้อย่างจำกัด1

Source:
1Bloomberg and Nomura. The policy rate for Singapore refers to 3-month SIBOR and for China refers to 7-ay reverse-repo rate. Please refer to www.eastspring.com/reference-index-list for more details on the indices.

ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันถึงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปลายปี 2018 และเริ่มจางหายไปในช่วงต้นปี 2019 ก่อนกลับมาพูดถึงกันใหม่ในไตรมาสที่สามเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐเพิ่มขึ้นสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า inverted yield curve หรือเส้นอัตราผลตอบแทนมีลักษณะลาดเอียงลง ซึ่งมักจะถูกนำมาเป็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจหดตัวและในอดีตจะเกิดขึ้นก่อนเข้าสู่ภาวะถดถอยตลอดช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นทะยานขึ้นและถูกเทขายออก (ทั้งสองด้านอย่างรุนแรง) เนื่องจากความกลัวที่ลดลงและการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงิน ผู้ลงทุนที่หลีกเลี่ยงหุ้นจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่อเค้าจะเกิดขึ้น ได้พลาดผลตอบแทนที่น่าประทับใจไปแล้วบ้าง ตัวอย่างเช่น S&P 500 ซึ่งทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2019 เนื่องจากข้อมูลการจ้างงานในสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชียก็สามารถทำผลตอบแทนเทียบจากต้นปี (year-to-date) ที่แข็งแกร่ง ดังที่แสดงให้เห็นในกราฟ

ทีมการลงทุนของเรามีความเห็นว่า ในขณะที่การเติบโตทั่วโลกคาดว่าจะยังไม่สดใสนัก แต่ภาวะถดถอยทั่วโลกนั้นไม่ได้เป็นมุมมองในกรณีปกติ เพราะยังมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนทางนโยบายและหลายปัจจัยที่สร้างความทนทานภายในประเทศ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐจะแผ่วลงแต่ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดี

ขณะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งก็ยังช่วยสนับสนุนเม็ดเงินใช้จ่ายของผู้บริโภค เศรษฐกิจสหรัฐยังน่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากสภาวะทางการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และตลาดสินทรัพย์ที่สดใสต่อไป

ด้วยความคาดหวังที่มีอยู่น้อย โอกาสที่จะเกิดความประหลาดใจทางด้านบวกในเรื่องของการเติบโตอาจทำให้หุ้นวิ่งขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับผลจากการคลี่คลายของปัญหาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ดังนั้น การยืนมองอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร อาจกลายเป็นการกระทำที่มีต้นทุนสูง แต่นั่นก็ไม่สามารถทำได้หากปราศจากกระบวนการที่ดี

ดีที่สุดหากกลับไปเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ – พึ่งพาพื้นฐานและคัดกรองเมื่อตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น

ตลาดหุ้นสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดในปี 20192

Source:
2MSCI Ac Asia Ex Jp, MSCI EM Europe, MSCI EM Asia, MSCI India, MSCI USA, MSCI Japan, MSCI EMU, MSCI China, MSCI EM Latin America, MSCI World Value, MSCI World Growth, MSCI AC Asia Ex Jp Growth, MSCI AC Asia Ex Jp Value, MSCI Thailand, MSCI Philippines, MSCI Singapore, MSCI Malaysia, MSCI Korea, MSCI Indonesia as at 31 Oct 2019 from Refinitiv Datastream

การยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะสั้นน่าจะถูกตีความได้ว่าเป็นแนวโน้มการตัดสินใจเพื่อได้รับสิ่งที่พึงพอใจได้ในทันที ซึ่งต้องแลกมาด้วยผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนที่มุ่งความสนใจไปยังกรอบระยะเวลาทางการเงินที่สั้นมากๆ จึงมีแนวโน้มที่จะใช้ตัวเลขกำไรล่าสุดเพื่อคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตของบริษัทหรือตลาด แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจที่จะสังเกตเห็นพฤติกรรมระยะสั้นแบบนี้ในการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการใช้วิธีนี้ ก็คือ การมองข้ามปัจจัยพื้นฐานไปทั้งหมด บริษัทบางแห่งอาจเผชิญกับความท้าทายด้านผลประกอบการในระยะสั้น แต่อยู่ในระหว่างการปรับปรุงโครงสร้าง ซึ่งโดยทั่วไปมักจะสามารถสังเกตเห็นผลได้ในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ในทางกลับกัน บริษัทที่รายงานผลประกอบการดีในระยะสั้นอาจไม่มีโมเดลทางธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว การจ่ายในราคาแพงสำหรับบริษัทที่มีผลประกอบการดีและการคาดการณ์การเติบโตทำให้ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงต่อผลประกอบการที่อ่อนแอและการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศการลงทุน

ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นได้สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงมากขึ้นในระยะยาว แต่ในกรอบระยะเวลาที่สั้นลง ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอาจผันผวนได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังที่แสดงให้เห็นในกราฟ หากผู้ลงทุนถือหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น เพียงหนึ่งปีระหว่างปี 1988 ถึง 2019 ผลตอบแทนจะอยู่ระหว่าง -57% ถึง + 89.3% และหากระยะเวลาการถือครองยาวนานขึ้น ช่วงของผลตอบแทนที่ได้ก็จะแคบลง นั่นคือ การถือเกินกว่า 10 ปี จะทำได้ -0.60% ถึง 16.0% ต่อปี ซึ่งแปลว่าด้วยระยะเวลาการถือครองที่ยาวนานขึ้น ความผันผวนก็จะลดลง และผลตอบแทนจะมีความเสถียรในกรอบตัวเลขที่เป็นบวก

การยึดกรอบเวลาระยะสั้นทำให้ผู้ลงทุนเปิดรับความเสี่ยงต่อความผันผวนในทันที ซึ่งตลาดอาจวิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วหรือถูกเทขายออก ดังนั้น การขยายระยะเวลาในการลงทุนและการมุ่งเน้นไปยังเรื่องผลประกอบการที่ยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว จะช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสในการรับผลตอบแทนระยะยาวซึ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมูลค่าที่แท้จริงของบริษัท และให้ความสำคัญน้อยลงกับเรื่องผลประกอบการในระยะสั้น

ผลตอบแทนแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำหรับการถือครองในระยะเวลาที่สั้นลง3


Source:
3MSCI AC Asia Pacific ex Japan, Gross Returns (USD), data as of 31 Oct 2019 from Bloomberg. Starting periods vary - 1 year (31 Dec 1988), 3 years (31 Dec 1990), 10 years (31 Dec 1997).