10 ที่สุดเรื่องลงทุนแห่งปี 2020 คาดส่งผลต่อการลงทุนในปี 2021

อันดับ 1 “Catherine Wood” สุดยอดผู้บริหารกองทุน ที่เขย่าวงการลงทุนด้วย “หุ้นนวัตกรรม”

สำหรับอันดับ 1 ของเหตุการณ์การลงทุนในปี 2020 ต้องยกให้ Catherine Wood, CEO ARK Invest ที่ปรึกษาด้านการลงทุนใน ธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหาก Warren Buffett ได้รับสมญานามเป็น King of VI (Value Investor) ในส่วนของ Catherine Wood คงต้องได้รับสมญานามให้เป็น Queen of II (Innovation Investor )

ซึ่งในปี 2020 นั้น หุ้นเทคฯปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงไม่สนใจ COVID-19 แต่เหตุผลที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงกว่า คือ หุ้นที่ลงทุนในบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำอนาคตจะมา Disrupt ธุรกิจและอุตสาหกรรมเดิม และจะกลายเป็นกระแส จาก Value Investor (VI) สู่ Innovation Investor (II) ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้น ผลการดำเนินงานของ Ark Invest ได้ทำผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น

SpecialReport2021 Graph-01

ในปี 2020 นั้น กองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในบริษัทนวัตกรรมภายใต้การบริหารกองทุนของ Ark Invest นั้น ต่างทำผลตอบแทนได้โดดเด่น ซึ่งทั้งหมดติด TOP Performance (ประเภท Thematic) ประกอบไปด้วย 5 นวัตกรรมล้ำอนาคตที่น่าสนใจ ได้แก่

DNA sequencing - ถอดรหัสและแก้ไขพันธุกรรมเพื่อป้องกันและรักษาโรคร้าย Robotics – การใช้หุ่นยนต์เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนแรงงาน Energy Storage – แหล่งเก็บพลังงานเพื่อสร้ำงสรรค์นวัตกรรม ใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และโดรน Artificial Intelligence – ปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างความฉลาดให้กับคอมพิวเตอร์ในการทำความเข้าใจและแก้ปัญหาต่างๆ Blockchain Technology – เทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้สามารถโอนเงินได้ง่าย ต้นทุนต่่ำและถูก มีการแทรกแซงจากภาครัฐได้น้อย

ซึ่งทั้ง 5 นวัตกรรมหลักเหล่านี้ มีแนวโน้มที่จะขยายไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้าไปแทนที่ธุรกิจแบบเดิม ๆได้ โดยเป็น Disruptor หรือผู้ชนะในระยะยาว ซึ่งในปี 2021 ถึงแม้แรงกดดัน COVID-19 อาจจะเริ่มส่งผลกระทบลดลง แต่นวัตกรรมยังคงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ผู้คนในยุคนี้ ที่เน้นความสะดวกสบาย ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ และเป็น Megatrend แห่งอนาคต

No.01SpecialReport2021_Graph-25
No.01SpecialReport2021_Graph-26

ตัวอย่างหุ้นที่ลงทุนตั้งแต่เฟสที่ธุรกิจเติบโตสูง แต่กำไรอาจจะยังอยู่ในช่วงที่ยังไม่มากกว่าค่าใช้จ่าย Teladoc เป็นหุ้นในธุรกิจ Healthcare อิงการเติบโตจากเทรนด์ Digital Health โดยสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ยิ่งเป็นการเร่งเทรนด์การเติบโตในธุรกิจดังกล่าว โดยมีการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานฯ และความต้องการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งรายได้เติบโตในอัตราก้าวหน้าตลอดช่วง 5 ปีนี้ ในขณะที่คาดการณ์กำไรมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2021 ซึ่งถ้าอ้างอิงจากการขยายฐานลูกค้าและฐานรายได้ และการพัฒนาจนต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มลดลงจะทำให้ในอนาคตมีโอกาสที่กำไรจะเติบโตได้สูงมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปรัชญาการลงทุน ของ Ark Invest ไม่ได้มองแค่กำไรสุทธิ แต่ประเมินถึงแนวโน้มการเติบโตของบริษัทที่จะ Disrupt ธุรกิจที่มีอยู่เดิม

อันดับ 2 จับตา ‘โจ ไบเดน’ ปธน.สหรัฐฯคนใหม่ ผู้พลิกโฉมหน้าอเมริกาครั้งใหม่ และโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมื่อเอเชียและพลังงานสะอาดอาจเป็น Sunrise Asset ในปี 2021

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯปี 2020 เป็นการเลือกตั้งที่มีดราม่ามากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติการณ์ และได้สร้างสถิติใหม่หลายอย่าง เช่น การเลือกตั้งครั้งนี้มีการเลือกตั้งทางไปรษณีย์เกือบ 90 ล้านใบ ซึ่งมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และมีผู้ลงคะแนนโหวตเกิน 140 ล้านคนเป็นครั้งแรกในรอบ 120 ปี ประธานาธิบดีสหรัฐฯที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยอายุ 78 ปี และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้แพ้การเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนโหวตกว่า 74 ล้านคะแนนมากกว่าผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีที่เคยมีมาทุกสมัย

ผลการเลือกตั้งได้เปลี่ยนโฉมหน้าสหรัฐฯ จากสมัย “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่เป็นลักษณะ De-Globalization กลับมาเป็น International Co-Operation และนโยบายของ “โจ ไบเดน” ที่สนับสนุนโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด (Green Recovery) ด้วยวงเงิน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นตัวจุดประกายให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น และคาดว่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 20 – 25 ล้านล้านเหรียญไหลเข้าสู่การลงทุนในกลุ่มนี้ภายในปี 2050

No.01SpecialReport2021_Graph-22

รวมถึงอีกนโยบายที่โดดเด่น คือ โจ ไบเดนอาจจะนำสหรัฐฯ กลับมาเข้าร่วมโครงการ CPTPP หลังจากจีนได้ชิงปักหมุด การค้าในเอเชียด้วยการลงนามใน RCEP ทำให้โจ ไบเดน อาจต้องนำพาสหรัฐฯ กลับสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลกอีกครั้ง และถ้าหากไบ เดนนำสหรัฐฯเข้าสู่ CPTPP ได้สำเร็จเชื่อว่า น่าจะมีประเทศต่างๆที่เคยแสดงความสนใจในช่วงก่อนหน้านี้สนใจเข้าร่วมกลุ่มความร่วมมือ ทางการค้านี้และส่งผลให้ CPTPP อาจเป็นกลุ่มความร่วมมือทางการค้าที่มีขนาด GDP ของประเทศสมาชิกรวมกัน ส่งผลให้การลงทุนปี 2021 ในภูมิภาคเอเชียอาจเป็นที่น่าจับตามองของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มของ Emerging Asia เช่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็น New Economy

No.01SpecialReport2021_Graph-23

อันดับ 3 จีนไม่กำหนดเป้า GDP เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

การประชุมสภาประชาชนจีนปีนี้มีประเด็นที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ คือ นโยบายเศรษฐกิจของจีน รวมถึงท่าทีด้านการค้า ระหว่างประเทศกับสหรัฐฯ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ จีนสร้างเซอร์ไพรส์ โดยการไม่ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP ปี 2020 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งหากย้อนไปดูข้อมูลในอดีตที่มีการประมาณการเศรษฐกิจของจีนกับตัวเลขจริงที่ออกมา ถือว่าแทบจะไม่ต่ำกว่ากรอบล่างที่ประเมินไว้ และใกล้เคียงกับตัวเลขที่ประมาณการเอาไว้

No.01SpecialReport2021_Graph-18

ช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ทางด้าน Ant Group ว่าที่หุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 34.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใหญ่กว่า Alibaba ที่ออกหุ้น IPO เกือบ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมี Alibaba เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ 33% ได้ถูกยุติการ IPO ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดเพียงไม่กี่วัน ด้วยเหตุผลที่ว่า Ant Financial ไม่ได้ทำตามกฎหมาย Online Lender แลต่อมาเดือนธันวาคม Alibaba ก็ถูกรัฐบาลจีนเข้าตรวจสอบด้วยข้อหาว่า Alibaba ผูกขาดตลาด ส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ตกจากราคาสูงสุดที่ 317เหรียญ สู่จุดต่่ำสุดที่ 222 เหรียญ นับเป็นการปรับตัวลดลงสูงถึง 30% ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน

No.01SpecialReport2021_Graph-19

ประเด็นที่ Alibaba และ Ant Financial ถูกโจมตีมีอยู่ 2 ประเด็นหลักด้วยกันคือ

1. ประเด็นเรื่องการผูกขาดตลาด

2. การให้บริการทางการเงิน โดยเฉพาะธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ได้ปฏิบัติติตรงตามหลักกฎหมายของทางการ

และมีการพาดหัวข่าวในกลางเดือนธันวาคมว่าทางการจีนแนะนำให้ Ant Group กลับไปดำเนินธุรกิจ Payment Gateway เพียงอย่างเดียว ซึ่งตรงนี้เองหากเป็น Worst Case Scenario และส่งผลให้ Ant Group ต้องเหลือเพียงธุรกิจที่รับชำระเงิน จะส่งผลกระทบถึงรายได้หลัก ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% และเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตของรายได้ในระดับสูง ส่งผลทำให้ปัจจัยพื้นฐานของ Ant Group อาจเปลี่ยนไปได้ รวมถึงอาจจะกระทบราคาของ Alibaba

No.01SpecialReport2021_Graph-20

อย่างไรก็ตาม อาจจะเร็วเกินไปหากจะบอกว่าเหตุการณ์นี้จะจบอย่างไร แต่เชื่อว่าเหตุการณ์นี้หากเป็นกรณีร้ายแรงสุด อาจจะทำให้ Ant Group ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจหลักยังคงสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดย Spin Off บริษัทออกมาเพื่อป้องกันการผูกขาด และการตั้งสำรองและทำตามกฎระเบียบจากทางการ ซึ่งในระยาวแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อ Ant Group และเสถียรภาพของอุตสาหกรรมการเงินของจีนในระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจคือ ทางการจีนเองยังต้องการบริษัทที่เป็น National Winner ของแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อเป็นตัวแทนจีนแข่งขันกับสหรัฐฯและระดับนานาชาติ

No.01SpecialReport2021_Graph-21

อันดับ 4 สว.ผู้แทนสหรัฐฯ ไฟเขียวร่างกฎหมาย ควบคุมบริษัทจีนในตลาดหุ้น

No.01SpecialReport2021_Graph-17

สหรัฐฯ ออกกฎหมายที่มีชื่อว่า Holding Foreign Companies Accountable Act ซึ่งจุดเริ่มต้นคือ บริษัทจีนถูกพูดถึงเรื่อง ปัญหาบรรษัทภิบาลและมาตรฐานบัญชีในจีนเองก็ยังไม่ได้มาตรฐานสากล โดยในร่างกฎหมายดังกล่าวระบุไว้ว่า

1. บริษัทต่างชาติที่จะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะต้องเปิดเผยผู้ถือหุ้นที่แท้จริงหรือว่าบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนนั้นถือหุ้นโดยรัฐบาลต่างชาติ

2. งบการเงินบริษัทจะต้องผ่านการตรวจสอบของ PCAOB เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ผลที่เกิดขึ้นอาจทำให้บริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯมีสิทธิ์ถูกถอดออกจากตลาดได้ทันที ซึ่งปัจจุบัน บริษัทจีนชื่อดังซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ เช่น Alibaba, JD.com และ NetEast

ซึ่งบริษัทจีนหลายๆ แห่งได้กลับไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จีนหรือฮ่องกง และปัจจุบันเริ่มมีบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯเริ่มเข้าสู่กระบวนการถอดถอนแล้ว ปัจจุบันมีบริษัทสัญชาติจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (รวม OTC) ประมาณ 304 บริษัท และมีบริษัทที่เข้าสู่กระบวนการเพิกถอนแล้ว 3 บริษัท ได้แก่ China Mobile, China Telecom, China Unicom (Hong Kong) Limited ซึ่งส่วนใหญ่ที่ถูกเพิกถอนเข้าข่ายข้อที่ 1 คือ การมีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลต่างชาติ แต่เหตุผลที่แท้จริงในการเพิกถอนหุ้นจีนจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเป็นเพราะเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของงบการเงินดังเช่น เหตุผลนั้น หรือเพื่อเป็นการหยุดความร้อนแรงของบริษัทจีนที่ต้องการระดมทุนในสหรัฐฯก็ตาม แต่เชื่อได้ว่าในปี 2021 จำนวนบริษัทจีนที่อาจถูกเพิกถอนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยภาพรวมแล้วอาจกระทบแค่บรรยากาศการลงทุน อย่างไรก็ตามภาพรวมบริษัทจีนที่เป็น Tech Company , Internet Company และ Innovation Company ยังคงมีความน่าสนใจและมีแนวโน้มในการเติบโตที่ดี

อันดับ 5 ตลาดหุ้นหลักสหรัฐฯ ทะยานทำ All Time High ราคาทองคำพุ่งสูงสุดและราคาน้ำมันดิ่งต่ำสุดในรอบ 20 ปี

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯถือว่าเป็น Good News on Bad News เนื่องจากดัชนีหลักไม่ว่าจะเป็น Nasdaq, S&P500 และ Dow Jones ต่างทำสถิติจุดสูงสุดใหม่ในช่วงปลายปีสิ้นปี 2020 จาก 3 ดัชนียังยืนอยู่จุดสูงสุดได้ ท่ามกลางมาตรการทางด้านการเงินและการคลัง รวมถึงความคาดหวังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอีกประเด็นคือ การที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯมีบริษัทที่เป็นเศรษฐกิจใหม่และเทคโนโลยี ในสัดส่วนที่สูงส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น

No.01SpecialReport2021_Graph-15

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจในปี 2021 แต่อาจจะต้องระวังเรื่องความผันผวน เนื่องจากมีประเด็นที่ต้องจับตาทั้งเรื่องนโยบายใหม่ของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ และจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ขณะที่ทองคำอาจน่าสนใจในแง่ของสินทรัพย์ที่เอาไว้กระจายความเสี่ยงจากการลงทุน ส่วนน้่ำมันดิบอาจเป็นปีที่ราคาผันผวนอีกปี เนื่องจากความไม่แน่นอนจากการ Partially Lockdown และ Green Recovery นโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ “โจ ไบเดน” ที่มุ่งเน้นพลังงานสะอาด

No.01SpecialReport2021_Graph-16

ในส่วนของทองคำได้ทำสถิติจุดสูงสุดใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2020 ขานรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการทำ QE ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนคาดการณ์ถึงเงินเฟ้อในอนาคต ซึ่งทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี ขณะที่น้่ำมันดิบทำสถิติต่่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี เป็นผลมาจากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลง ส่งผลต่อความต้องการในการใช้น้่ำมันดิบที่ลดลง ในส่วนของน้่ำมันดิบ WTI ราคาติดลบทางเทคนิค เนื่องจากมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นการส่งมอบทางกายภาพ และผู้ลงทุนที่ต้องรีบปิดสัญญา เพื่อไม่ต้องแบกรับภาระในการส่งมอบ จึงส่งผลให้ราคาติดลบ (ทำให้ผู้ซื้อได้ทั้งน้่ำมันแถมเงิน แต่ต้องรับภาระในการส่งมอบและเก็บเอง)

อันดับ 6 “FED” จัดหนัก! ทำ QE ไม่จำกัดวงเงิน คงดอกเบี้ยต่ำอย่างน้อย 3 ปี

อีกหนึ่งนโยบายจากผู้กำหนดนโยบาย (Policy Maker) แต่ละประเทศคิดไว้ ก็คือ นโยบายการเงิน ซึ่งต้องถือว่าการตอบสนองนโยบายทางการเงินรอบนี้เร็วกว่าครั้งอื่นๆที่เคยมีมา ซึ่งช่วยลดผลกระทบได้ค่อนข้างดี จะสังเกตได้จากการที่ธนาคารกลางหลายประเทศมีการประชุมฉุกเฉินเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยไม่ต้องรอประเมินตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดังเช่นการประชุมในทุกๆครั้ง รวมถึงประเทศไทยด้วย หรือแม้กระทั่งสหรัฐฯเอง เมื่อการทำ QE ที่มีการประกาศใช้ในรอบแรกยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นได้ ต่อมาจึงได้มีการประกาศ QE แบบไม่จำกัดวงเงิน และหากไปดูขนาดสินทรัพย์ที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯใช้อยู่ ณ ปัจจุบันถือได้ว่าสูงเป็นประวัติการณ์ทั้งด้านมูลค่าสินทรัพย์ เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP และในปี 2021 ขึ้นชื่อได้ว่าปีหน้าเราก็จะยังเห็นการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ FED เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกปี

No.01SpecialReport2021_Graph-13

ขณะที่การดำเนินนโยบายทางการเงินในอนาคตนั้น FED ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยฯระดับต่่ำไปอีกสักระยะ เมื่อเปรียบเทียบ Dot Plot เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ทาง FED ส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยฯถึงแค่ปี 2022 แต่ Dot Plot ล่าสุดได้มีการแสดงแนวโน้มตรึงอัตราดอกเบี้ยไปถึงปี 2023 และมีการส่งสัญญาณ (Forward Guide dance) ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต่อจากนี้ FED จะใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายแบบเฉลี่ย ซึ่งจะแตกต่างจากเดิมคือ หากเงินเฟ้อเข้าใกล้กรอบเป้าหมายที่ 2% ทาง FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรอบนี้หาก FED ใช้นโยบายแบบเดิม การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะเร็วเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวหยุดชะงักได้ จึงหันมาใช้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานขึ้นกว่าที่เงินเฟ้อเฉลี่ยจะถึงเป้าหมายที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย

No.01SpecialReport2021_Graph-14

อันดับ 7 The Shortest Bear Market ตลาดหมีที่สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงเป็นประวัติการณ์

หากเราใช้เกณฑ์ของการปรับตัวลงของตลาดหุ้นโลกเป็นตัวบ่งชี้ว่าภาวการณ์ลงทุนนั้นเป็นแค่การปรับฐาน หรือเป็นภาวะตลาดหมี โดยใช้เกณฑ์ที่ติดลบ -20% ซึ่งหากตลาดปรับตัวลงน้อยกว่า 20% เป็นแค่การปรับฐาน (correction) และหากติดลบมากกว่า 20% เป็นภาวะตลาดหมี(Bear Market) จะพบว่า การเกิดเศรษฐกิจถดถอยส่งผลต่อภาวการณ์ลงทุนอย่างมาก และจากในอดีตไม่ว่าจะเป็น ช่วงของปี 2000 อย่าง บับเบิ้ลดอทคอม หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 หากนับจากจุดต่่ำสุดของตลาดหุ้นกว่าที่ดัชนีจะกลับมายังจุดเดิมก่อนเกิดวิกฤติแต่ละรอบนั้นใช้ระยะเวลาแต่ละครั้งค่อนข้างนานตั้งแต่ 2-6 ปี แต่สำหรับเหตุการณ์การระบาด COVID-19 ในปี 2020 นั้น ดัชนีหุ้นโลกใช้ระยะเวลาเพียง 7เดือนในการกลับมายังจุดเดิมก่อนเกิดวิกฤติ

No.01SpecialReport2021_Graph-19

สาเหตุที่เป็นตลาดหมีที่สั้นที่สุด เนื่องจากการตอบสนองจาก Policy Maker และการใช้นโยบายการคลังเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 และใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณการคลังสูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน ปี 2021 การกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐของแต่ละประเทศ แม้ว่าอาจจะน้อยกว่าปี 2020 แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ เนื่องจากเศรษฐกิจยังต้องการปัจจัยสนับสนุนจากทั้งทางด้านนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงยังคงน่าสนใจ โดยมีโอกาสที่จะเติบโตต่อเนื่องจากความคาดหวังต่อมาตรการสนับสนุนของแต่ละประเทศ

No.01SpecialReport2021_Graph-12

อันดับ 8 หุ้นไทยผันผวนหนัก งัดใช้ Circuit Breaker

ในปี 2020 ถือได้ว่าเป็นปีที่ผันผวนมากที่สุดของ SET Index เลยก็ว่าได้ ซึ่งช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หุ้นไทยถูกประกาศใช้ Circuit Breaker ถึง 3 ครั้ง ใน 3 สัปดาห์ และเป็นครั้งแรกหลังจากมีการปรับเกณฑ์ใหม่ จาก 10% เหลือ 8% ซึ่งปีนี้ถือได้ว่าเป็นปีที่ผันผวนมากที่สุด และปลายปี SET Index ปรับตัวสูงขึ้นจากการเคลื่อนไหวของหุ้นไม่กี่ตัว

No.01SpecialReport2021_Graph-06
No.01SpecialReport2021_Graph-07

ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2020 ผลตอบแทนของ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี แต่ที่น่าสนใจคือเป็นการปรับตัวขึ้น สวนทางการปรับประมาณกำไรต่อหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงจุดนี้เองอาจต้องมีการวิเคราะห์ของการเคลื่อนไหวของหุ้นที่อยู่ในดัชนี

No.01SpecialReport2021_Graph-08

ซึ่งช่วง2เดือนสุดท้ายของปี หุ้นบางตัวอย่างเช่น Delta ปรับตัวขึ้นค่อนข้างจนทำให้มูลค่าตลาด (Market Cap) ในปี2020 เบียด ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของ SET Index และการปรับตัวขึ้น/ลงของ Delta ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของดัชนี

No.01SpecialReport2021_Graph-09

ในปี 2021 นั้นการลงทุนในไทยโดยเฉพาะกองทุนรวมอาจจะต้องประเมินหลายด้านมากขึ้นเนื่องจากหากพิจารณาการปรับ ประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ที่ผ่านมานั้นยังคงไม่ได้เป็นบวกมากนัก และดัชนีปรับตัวขึ้นหรือลงจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไม่กี่ตัว ดังนั้น สิ่งที่ผู้ลงทุนมักจะพูดติดปากกันคือ ดัชนีขึ้นแต่พอร์ตการลงทุนไม่ได้ขึ้น นั้นก็เป็นเพราะสาเหตุที่ได้กล่าวมา การลงทุนในกองทุนรวมที่เป็น Active Fund อาจจะต้องประเมินถึงบริษัทที่อยู่ในกองทุนนั้นๆว่าเป็นบริษัทที่มีแนวโน้มในการเติบโตและการทำกำไรที่ดีหรือไม่ และกองที่เป็น Passive Fund อาจจะต้องดูในเรื่องของ Tracking Error ของกองทุนนั้นประกอบการตัดสินใจอย่างหนึ่งในการลงทุน

No.01SpecialReport2021_Graph-10

อันดับ 9 สหราชอาณาจักร - อียู ปิดดีล ‘Brexit’ สำเร็จ จบมหากาพย์ยืดเยื้อ 4 ปี

นับตั้งแต่การลงประชามติในปี 2016 กระบวนการออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ของสหราชอาณาจักรหรือ Brexit ได้ ยืดเยื้อถึง 4 ปี โดยมีเส้นตายการทำข้อตกลงกับ EU ให้ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2020 มิฉะนั้น อังกฤษจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) โดยไร้ข้อตกลง ซึ่งทำให้ความกังวลต่อภาวการณ์ลงทุนในภูมิภาคนี้ลดความเสี่ยงลงในประเด็นนี้ได้บ้าง ซึ่งประเด็นหลักของข้อตกลงมีสาระ สำคัญที่น่าสนใจดังนี้

1. เขตปลอดภาษีทางการค้า (FTA) และไม่จำกัดโควตาการนำเข้า-ส่งออก

2. สิ้นสุดการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีระหว่างประชาชนในสหราชอาณาจักรกับสหภาพยุโรป ส่งผลให้ประชาชนชาวอังกฤษไม่สามารถทำงาน เรียนต่อ อยู่อาศัย หรือเริ่มต้นทำธุรกิจใน EU ได้โดยไม่มีวีซ่า

3. เริ่มการจัดตั้งจุดตรวจชายแดนระหว่าง EU กับอังกฤษ แต่อย่างไรก็ตามจะไม่มีการจัดตั้งด่านชายแดนถาวร (hard border) ระหว่างพื้นที่ไอร์แลนด์เหนือกับประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงเรื่องความเข้มงวดทางการขนส่งและระยะเวลาการจัดส่งสินค้าลดลง

4. น่านน้่ำการประมงของอังกฤษจะค่อยๆ ทยอยกลับคืนสู่อังกฤษ 100% ภายในเวลา 5 ปีครึ่ง โดยจะทยอยลดโควตาเรือประมงของ EU ที่เข้ามาจับปลาในน่านน้่ำได้ในแต่ละปี เริ่มปีแรกลดลง 15%

อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในปี 2021 การลงทุนในยุโรปอาจจะยังมีความเสี่ยงเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่อาจจะฟื้นตัวช้า เนื่องจากการระบาดในภูมิภาคนี้ยังคงมีต่อเนื่อง และเกิดการล็อกดาวน์รอบสอง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนและมีการขยายการ ล็อกดาวน์ต่อเนื่องและในบางประเทศอย่างเช่น ฝรั่งเศสที่มีการประกาศใช้เคอร์ฟิวส์ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปี 2020 ลากยาวข้ามปีจนถึงอย่างน้อย 20 ม.ค. 2021 ประกอบกับมาตรการทางด้านการคลังที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนนโยบายทางการเงินที่มีธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB เป็นผู้กำหนดนโยบาย

No.01SpecialReport2021_Graph-05

อันดับ 10 กนง.หั่นดอกเบี้ยเหลือ 0.5% ทำลายสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมกนง. ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2563 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีจาก 0.75% เป็น 0.50% ต่อปี ซึ่งถือเป็น New Low Record หรือจุดต่่ำสุดใหม่ตั้งแต่ประเทศไทยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมา กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งประเภทสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนยกให้เป็นสินทรัพย์ที่เป็นห่านทองคำ เนื่องจากในช่วง 3 - 5 ปีที่ผ่านมา สามารถจ่ายปันผลได้ในระดับ 4 - 6% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น่าสนใจ และสร้างผลตอบแทนรวมในระดับ 2 หลัก ซึ่งในปี 2020 นั้น สินทรัพย์กลุ่มนี้ปรับตัวลงไปค่อนข้างมากจากผลกระทบการล็อกดาวน์

 

No.01SpecialReport2021_Graph-01

ส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์สินทรัพย์ประเภท Property Fund / REITs นอกจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น พวกอัตราการเช่า การปรับขึ้นค่าเช่า ระยะเวลาสัญญาการเช่า ที่จะส่งผลต่อรายรับความมั่นคงของสินทรัพย์และความสามารถในการจ่ายปันผลแล้ว ยังมี ปัจจัยอื่นที่นักวิเคราะห์ชอบนำมาพิจารณาถึงความน่าสนใจของกลุ่มสินทรัพย์ ก็คือ Yield Spread ซึ่งเป็นส่วนต่างของอัตราเงินปันผลและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวสะท้อนส่วนชดเชยความเสี่ยง หากส่วนต่างอยู่ในระดับสูงสะท้อนถึงความน่าสนใจในการลงทุนของสินทรัพย์

No.01SpecialReport2021_Graph-02

ซึ่งหลังจากจบไตรมาสที่ 1 สินทรัพย์กลุ่มนี้เริ่มปรับตัวขึ้นมาจากการประเมินว่าราคาปรับตัวลงไปมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน และ จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจส่งผลให้กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยฯ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีของไทย ปรับตัวลงต่่ำกว่ำ 1.5% ส่งผลให้ Yield Spread เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความน่าสนใจในสินทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สินทรัพย์กลุ่มนี้กลับมาใกล้ระดับเดิมก่อนเกิด COVID-19 และในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง จากการประท้วงตามแนวรถไฟฟ้าเกิดการปิดพื้นที่ต่างๆในวันที่มีการชุมนุมทางการเมือง ส่งผลให้กลุ่ม PF/REITs ในกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็น ค้าปลีก อาคาร สำนักงาน โรงแรม และกลุ่มอุตสาหกรรมในไทยได้รับผลกระทบเป็นระลอกที่สอง

No.01SpecialReport2021_Graph-03

ผลกระทบต่อการลงทุนในปี2021 นั้นประเมินว่า จากระดับราคาปัจจุบันของ PF/REITs ในไทยที่ปรับตัวลงกว่า 34% จาก จุดสูงสุด และหากนับเฉพาะปี2020 ปรับตัวลงไปกว่า 28% และในฝั่งของ REITs สิงคโปร์ระดับราคาปัจจุบันของปรับตัวลงกว่า 12% จากจุดสูงสุด ถือว่าสินทรัพย์กลุ่มนี้ยังคง Laggard สินทรัพย์กลุ่มอื่นพอสมควร ถึงแม้สินทรัพย์กลุ่มนี้จะยังถูกกดดันเรื่องของการ ปรับเพิ่มค่าเช่าที่อาจทำได้ค่อนข้างยากในปี2021 แต่หากประเมินด้านปัจจัยต่าง ๆ เช่น อัตราการเช่าที่ยังอยู่ในระดับสูง ประเด็นเรื่อง วัคซีน และนโยบายการค้ากับต่างประเทศโดยเฉพาะฝั่งเอเชียทำให้สินทรัพย์กลุ่มนี้ ดูน่าสนใจเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาที่ปรับตัวลงมา ค่อนข้างมากจากระดับสูงสุด ทำให้ความเสี่ยงจากขาลง (downside risk) อาจน้อยกว่าสินทรัพย์เสี่ยงอื่นโดยเปรียบเทียบ

No.01SpecialReport2021_Graph-04
This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.