แนวโน้มตลาดปี 2021 - ปูทางสู่อนาคต

Ooi Boon Peng หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนและ Kelvin Blacklock หัวหน้าที่ปรึกษาพอร์ตการลงทุนของ Eastspring มองสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2021 สะท้อนผ่านรายงาน 2021 Market Outlook ของเรา ทั้งคู่ได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับการกำหนดนโยบาย การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นของตำแหน่งผู้นำในตลาด และบทเรียนจากปี 2020 ซึ่งผู้ลงทุนสามารถนำมาใช้ในปีใหม่

คำถาม: คุณวิเคราะห์ scenario กรณีปานกลางไว้อย่างไรและเรื่องใดคือความเสี่ยง?

Kelvin: หลังจากเร่งตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 1 ปี 2020 จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลง ขณะที่เศรษฐกิจไม่สามารถกลับสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ เราคาดว่ารูปแบบนี้จะดำเนินต่อไปในปี 2021 จนกว่าจะมีการแจกจ่ายวัคซีนแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งอาจเกิดขึ้นในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ซึ่งนั่นจะทำให้การเติบโตทั่วโลกเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง

เราไม่คาดหวังว่ามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ Quantitative Easing (QE) จะได้รับการต่ออายุหรือขยายออกไปเพิ่มเติมในขณะที่เศรษฐกิจฟื้น เว้นแต่ความผันผวนของตลาดจะเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง การเติบโตจะกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับต่ำและไม่น่ากระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางนโยบาย ส่วนอัตราดอกเบี้ยก็ไม่น่าสูงขึ้นอีกเป็นเวลาหลายปี นโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับผู้กำหนดนโยบายเพื่อสนับสนุนการเติบโตและมีแนวโน้มว่าในฝ่ายการเมืองก็จะสนับสนุนเรื่องนี้เช่นเดียวกันทั่วโลก ดังนั้นเราคาดว่านโยบายการคลังจะสนับสนุนการเติบโตในปี 2021 เช่นกัน
ดูรูปที่ 1

รูปที่ 1: ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างสนับสนุนมาตรการกระตุ้นทางการคลัง

fig-for-setting-the-stage_1

ปัจจัยพื้นฐานและความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ดีขึ้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้น แม้ว่ามูลค่าหุ้นทั่วโลกในปัจจุบันอาจดูมีราคาแพง แต่มูลค่าที่สูงนี้อาจยังดำเนินต่อไปและหุ้นก็สามารถที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก นอกจากนี้อัตราส่วนราคาต่อกำไรถูกปรับให้สูงขึ้นจากทั้งการลดลงของกำไรและการฟื้นตัวที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งของราคาหุ้น มูลค่าหุ้นอาจกลับมาสู่ระดับปกติได้เมื่อกำไรฟื้นตัวควบคู่ไปกับสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปี 2021

ความเสี่ยงหลักๆ นั้นอยู่ที่ความล่าช้าของวัคซีน และ/หรือ ภาวะการติดต่อที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศรายสำคัญ ซึ่งอาจทำให้การเติบโตทั่วโลกชะลอตัวลงและแม้แต่เกิดภาวะหดตัวในปี 2021 การที่ช่องว่างด้านผลผลิตหรือ output gap ยังมีอยู่มาก แรงกดดันจากภาวะเงินฝืดที่เพิ่มขึ้นจึงนับเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและบริษัทที่มีหนี้อยู่ในระดับสูง

คำถาม: คุณเห็นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการคลังและการเงินในปี 2021 อย่างไรและจะส่งผลต่อตลาดอย่างไร?

Boon Peng: ปี 2020 จะชะลอตัวลงกลายเป็นปีแห่ง “ภาวะการหดตัวครั้งใหญ่” หรือ Great Contraction การระบาดของ COVID-19 คาดว่าจะทำให้ GDP ทั่วโลกหดตัวลง 4.0% ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐคาดว่าจะหดตัวประมาณ 3.5-4.0% มาตรการทางการคลังที่สำคัญในรูปแบบของการจ้างงานและการสนับสนุนภาคธุรกิจได้ช่วยป้องกันภาวะการหดตัวของ GDP เป็นตัวเลขสองหลักในปี 2020 ซึ่งส่งผลให้ระดับหนี้ภาครัฐเพิ่มขึ้น โดยในช่วงที่เขียนบทความนี้1 การกลับมาระบาดอีกระลอกของ COVID-19 กำลังผลักดันให้หลายประเทศประกาศมาตรการล็อกดาวน์ครั้งใหม่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและธุรกิจ

หากยังไม่มีวัคซีน วิกฤตสุขภาพจากการระบาดของ COVID-19 ที่สร้างปัญหามาอย่างต่อเนื่องจะยังดำเนินต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นรอบใหม่เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2021 ในขณะที่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการอัดฉีดเงินให้มากขึ้น แต่ขนาดของการสนับสนุนที่จำเป็นอาจต้องมากพอๆ กับในปี 2020 เพื่อให้แน่ใจว่าอัตราการเติบโตจะเป็นบวกได้ในปีใหม่ สหรัฐอเมริกามีรัฐบาลที่แบ่งเป็นสองขั้วซึ่งมีนัยยะว่าขนาดของมาตรการกระตุ้นจะชะลอตัวลงมาอยู่เพียงระดับปานกลาง มากกว่าขนาดที่อยู่ภายใต้พรรคเดโมแครต แต่ด้วยขนาดดังกล่าวก็ยังถือว่าสูงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในยูโรโซน การระงับใช้กฎเกณฑ์ด้านการคลังอย่างต่อเนื่องชี้ให้เห็นว่านโยบายการคลังจะยังคงอยู่ในสถานะที่ผ่อนคลายต่อไปในปี 2021 ด้วยขนาดราว 4% ของ GDP

มีความท้าทายมากขึ้นสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่จะดำเนินมาตรการใช้จ่ายทางการคลังต่อไปในระดับเดียวกับปี 2021 ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้ช่วยสนับสนุนด้วยการเป็นแหล่งเงินให้รัฐสามารถขยายสถานะการขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นได้ ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในประเทศแม้ว่าจะน้อยกว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อยู่มากในแง่สัดส่วนต่อ GDP โดยประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่ใกล้เคียงหรือสูงเกินกว่าเกณฑ์ 60% อย่างเช่นบราซิลหรืออินเดีย ได้เผชิญกับข้อจำกัดในเรื่องความสามารถในการกู้ยืมและใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่เกิดการเทขายค่าเงินของตนหรือแรงขายในตลาดพันธบัตร ทั้งนี้ มีข้อจำกัดในการพิมพ์เงินเพื่อนำไปชำระหนี้ (debt monetisation) ซึ่งธนาคารกลางในตลาดเกิดใหม่ (EM) สามารถดำเนินการได้เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีสถานะเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง

ดังนั้น การพัฒนาวัคซีนที่ประสบความสำเร็จและการกระจายวัคซีนได้ในวงกว้างจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับตลาดเกิดใหม่ (EM) ในปี 2021 ซึ่งหากไม่มีสิ่งนี้ ตลาดหุ้นของ EM และตราสารหนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ถ้าดูเฉพาะในประเทศ EM นั้น Emerging Asia อยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นเนื่องจากมีงบดุลที่แข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการส่งออกทั่วโลก ประเทศจีนถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญหลังจากประสบความสำเร็จในการจัดการกับภาวะการระบาดของ COVID-19 โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนได้กลับมาดีขึ้นตามการฟื้นตัวของการส่งออกทั่วโลก

จากความก้าวหน้าที่สำคัญในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ฉันเชื่อว่าวัคซีนที่ใช้ได้ผลจะพร้อมออกสู่สาธารณะภายในช่วงกลางปี 2021 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในระหว่างนี้ธนาคารกลางทั่วโลกจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ ธนาคารกลางในเอเชียบางแห่ง (เช่น ธนาคารกลางอินโดนีเซีย) ยังคงมีช่องว่างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งจากสภาวะทางการเงินที่ผ่อนคลายดังกล่าวจะช่วยหนุนตลาดสินทรัพย์ในระยะยาว

คำถาม: ธนาคารกลางจะเริ่มสูญเสียความน่าเชื่อถือหรือไม่หากขยายมาตรการสนับสนุนทางการเงินขนานใหญ่ให้ดำเนินต่อไปในปี 2021?

Boon Peng: หากสถานการณ์ COVID-19 ยังไม่ดีขึ้น และไม่เกิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ธนาคารกลางก็มีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากที่สุดเท่าที่ทำได้ การที่ธนาคารกลางหลายแห่งใช้นโยบายอิงกับระดับเงินเฟ้อ (เช่น ธนาคารกลางยุโรปหรือ ECB, ธนาคารแห่งประเทศไทย) อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ต่ำหรือแม้แต่ภาวะเงินฝืดจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัวนั้นจึงถือว่ามีความสอดคล้องกับจุดยืนด้านนโยบายของตน

ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ในกรณีที่มีความจำเป็น ธนาคารกลางของตลาดพัฒนาแล้วเช่น Fed, Bank of Japan (BOJ) และ ECB สามารถที่จะดำเนินโครงการ QE ต่อไปและซื้อตราสารหนี้ในประเทศได้โดยไม่เกิดการตอบสนองด้านลบจากผู้ลงทุน นั่นเป็นเพราะสถานะเงินทุนสำรองของธนาคารกลางเหล่านี้ การป้องกันคำกล่าวหาในเรื่องการพิมพ์เงินออกมาเพื่อใช้ชำระหนี้นั้น เป็นการสะท้อนว่าการใช้ QE ถือเป็นมาตรการฉุกเฉินซึ่งสามารถลดระดับลงเมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติ ในทางกลับกัน ธนาคารกลาง EM มีความอดทนน้อยกว่าสำหรับการดำเนินมาตรการ QE โดยในช่วงที่จัดทำบทความนี้ผู้ลงทุนได้แสดงความกังวลต่อการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางซึ่งทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนระยะยาวในสหรัฐและ EM มีลักษณะชันขึ้น

คำถาม: คุณคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้นำตลาดหรือไม่?

Kelvin: เราไม่คาดว่าเรื่องมูลค่าจะเป็นอุปสรรคต่อตลาดหุ้นสหรัฐจนกว่าล่วงเลยเข้าสู่ปี 2021 เราคาดว่ากำไรจะฟื้นตัวในประเทศกลุ่ม EMs แม้ว่าจะมีแรงหนุนจากจีนก็ตาม ความเสี่ยงมหภาคทั่วโลกที่ลดลงและการล้างสถานะ Long ที่มีนัยยะในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ (USD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจัดการวิกฤตจะช่วยหนุนส่งค่าเงินและตลาดหุ้นของ EM ด้วย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นที่มีขนาดเล็กบางแห่งของประเทศกลุ่มนี้อาจยังต้องฟันฝ่ากับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากการกระตุ้นทางการคลังที่ลดลงและอาจอยู่ในอันดับท้ายๆ ในการได้รับวัคซีน ประเทศที่มีการขาดดุลทางการคลังและบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินของตน

ภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยี หรือ Technological disruption ซึ่งเร่งตัวขึ้นภายหลังการระบาดของโรคจะยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนอาจต้องทำการคัดเลือกมากขึ้นในอนาคตเนื่องจากการทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งของหลายๆ บริษัทด้านเทคโนโลยีและบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในปี 2020 การเพิ่มกฎระเบียบและการจัดเก็บภาษีอาจเป็นความเสี่ยงสำหรับภาคอุตสาหกรรมนี้ หุ้นเติบโตจะต้องสร้างผลงานที่ดีเพื่อให้สอดรับกับการคาดการณ์ผลประกอบการที่ถูกตั้งความหวังไว้มากเพื่อรักษามูลค่าหุ้นที่สูงไว้ต่อไป ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ผลประกอบการจะออกมาสร้างความผิดหวัง ซึ่งจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ฉุดผลงานราคาหุ้นที่เคยทำได้โดดเด่นก่อนหน้านี้

ในทางกลับกัน หุ้นวัฏจักร / หุ้นมูลค่า อาจได้ประโยชน์หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ใน scenario กรณีปานกลางของเรา ซึ่งรวมถึงกลุ่มวัสดุ อสังหาริมทรัพย์ สินค้าผู้บริโภคที่ไม่จำเป็นและสินค้าอุตสาหกรรม ผลงานที่ต่ำกว่าของหุ้นคุณค่าเมื่อเทียบกับหุ้นเติบโตที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนั้นได้ส่งผลให้เกิดช่องว่างในแง่มูลค่าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของโมเมนตัมของผลประกอบการซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอาจช่วยลดช่องว่างทางด้านมูลค่าระหว่างหุ้นคุณค่าและหุ้นเติบโตในปี 2021

คำถาม: เงินเฟ้อจะหวนกลับมาหรือไม่และผู้ลงทุนควรเดินฝ่าสถานการณ์นี้อย่างไร?

Boon Peng: เราต้องการการฟื้นตัวของ GDP ที่แข็งแกร่งและเกิดขึ้นทันท่วงทีเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น วิสัยการมองเห็นเบื้องหน้าในเรื่องนี้ยังคงจำกัด ณ ไตรมาส 4 ปี 2020 แม้ว่าเราจะเห็นภาพการฟื้นตัวของ GDP ที่แข็งแกร่งมากในปี 2021 แต่แรงกดดันด้านค่าแรงและเงินเฟ้อในระยะยาวกลับมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นทีละน้อยเนื่องจากตลาดแรงงานที่ซบเซา อัตราว่างงานของสหรัฐนั้นอยู่ที่ 6.7% ณ เดือนพฤศจิกายน ปี 2020 สูงกว่าระดับ 3.8-4% อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนั่นเป็นระดับการจ้างงานเต็มที่

หากสถานการณ์ COVID-19 ยังไม่คลี่คลาย สภาวะการเติบโตที่อ่อนแอหรือติดลบอย่างต่อเนื่องในปี 2021 และแม้แต่ไปจนถึงปี 2022 ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่แท้จริง แนวโน้มความไม่แน่นอนและปัญหาในงบดุลจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในภาวะอ่อนแอและนำมาสู่การว่างงานเชิงโครงสร้าง สร้างความบอบช้ำทางเศรษฐกิจในระยะกลาง การสูญเสียของผลผลิตทางเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องได้เพิ่มแรงกดดันภาวะเงินฝืด ยิ่งซ้ำเติมภาวะการตกต่ำของราคาซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เทคโนโลยีดิสรัปชั่นตั้งแต่ช่วงก่อนหน้านี้

ปัจจัยที่อยู่ในฝั่งกระตุ้นเงินเฟ้อนั้นอยู่ที่ภาวะการหยุดชะงักด้านซัพพลาย หรือ supply shock ที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 และการอัดฉีดสภาพคล่องจำนวนมหาศาลของธนาคารกลาง ซึ่งในมุมมองของฉัน ไม่มีปัจจัยใดที่พิสูจน์ได้ว่ามีผลกระทบอย่างมีนัยยะ ซึ่งโดยรวมๆ แล้วการที่เศรษฐกิจมีทรัพยากรเหลืออันเนื่องจากการหดตัวของ GDP และการลดลงของกำลังซื้อของผู้บริโภคนั้นมีผลกระทบรุนแรงกว่าผลจากภาวะหยุดชะงักด้านซัพพลาย มีข้อสังเกตว่าสหรัฐ ญี่ปุ่น และยูโรโซน ได้ใช้มาตรการ QE มานานหลายปีแล้วและไม่สามารถกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อได้ ดูรูปที่ 2 ซึ่งแม้ว่าจะมีสภาพคล่องส่วนเกิน แต่กิจกรรมในภาคธุรกิจก็ยังไม่เพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่ทำให้เงินเฟ้อหวนกลับมา

รูปที่ 2: อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป (% เทียบจากปีก่อนหน้า)

fig-for-setting-the-stage_2

ฉันคาดว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับเดิมจนถึงปี 2023 โดยไม่รู้สึกถึงแรงกดดันมากเกินไปที่จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย โดยก่อนหน้านี้ ECB และ BOJ ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายสำหรับในช่วงสองถึงสามปีข้างหน้า ซึ่งการที่มีสภาพคล่องส่วนเกินมาสนับสนุนตลาดสินทรัพย์และความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2021 ฉันจึงได้มองเห็นโอกาสในตลาดหุ้นและตราสารหนี้ ภาวะการเทขายในตราสารหนี้ของเอเชียและตลาดพันธบัตรภายในประเทศอาจเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้กับผู้ลงทุนได้รับอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยังยืนอยู่ในระดับต่ำต่อไป

คำถาม: มีบทเรียนอะไรที่สำคัญบ้างในปี 2020 ที่ผู้ลงทุนควรนำมาใช้ในปีใหม่นี้?

Kelvin: ประการแรก ภาวะการหยุดชะงัก (การเปลี่ยนแปลง) แม้ว่าจะเป็นอุปสรรค แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งเราต้องยอมรับ ขณะการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับภาคธุรกิจและผู้บริโภคอันเป็นผลมาจาก COVID-19 มีแนวโน้มที่จะดำเนินอยู่ต่อไป การยอมรับสถานะที่เปลี่ยนแปลงไปนี้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลดีกลับคืนมา

ประเด็นถัดไปคือความผันผวนในตลาดการเงินเป็นเรื่องปกติ ภาวะตลาดดิ่งลงอย่างรุนแรงในไตรมาสแรกของปี 2020 ก็ตามมาด้วยการฟื้นตัวซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความจริงข้อนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการลงทุนในพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงและเตรียมพร้อมสำหรับความผันผวนเพื่อที่คุณจะได้มีความสงบนิ่ง จัดการความเสี่ยงและเดินหน้าตามแผนต่อไป

ผู้ลงทุนควรตระหนักด้วยว่าโอกาสจะมาในทุกวิกฤตและยังมีเรื่องราวการเติบโตอันน่าตื่นเต้นในเอเชียและที่อื่นๆ ซึ่งถูกกระตุ้นให้ปรากฏท่ามกลางความโกลาหลในปี 2020

สุดท้ายนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐในฐานะมหาอำนาจระดับโลกดั้งเดิมและจีนในฐานะผู้ท้าชิงมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป ผู้ลงทุนจึงต้องคิดให้มากขึ้นเกี่ยวกับโลกที่แบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจนขึ้นนี้ ซึ่งบางทีอาจเป็นเรื่องของการมีสองสกุลเงินหลัก ระบบการค้า และเทคโนโลยี

Sources:
1 November 2020.

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.