สรุปสภาวะตลาด ประจำเดือนมกราคม 2564

ช่วง 3 สัปดาห์แรกของเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินทรัพย์ลงทุนในเอเชียปรับตัวขึ้นได้ดี ซึ่งสะท้อนมุมมองที่เปิดรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนในตลาด (Risk On) และมีการปรับตัวย่อลง (Risk Off) นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ผู้ลงทุนส่วนใหญ่กังวลปัจจัยการปั่นราคาหุ้น GameStop และกังวลการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย Repo Rate ของจีน แต่ผลตอบแทนหุ้นและตราสารหนี้ในเอเชียยังปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี แม้จะนับรวมสัปดาห์ที่มีแรงเทขายเข้าไปด้วยแล้ว

ส่วนผลตอบแทนดัชนีหุ้นโลก -0.97%, ตราสารหนี้ High Yield ทั่วโลก -0.03 %, Global REITs -0.26% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น (ราคาปรับตัวลดลง) -1.16% จากความคาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ในระยะหลังจากนี้

JAN2FEB_Article_2021_Graph_01

ผลตอบแทนรายภูมิภาค

อัตราผลตอบแทนหุ้นในภูมิภาคเอเชียสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนได้ค่อนข้างดี เมื่อมีการแยกรายประเทศพบว่าอัตราผลตอบแทนสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ หุ้น HSCEI (จีน H share) 4.38%, ดัชนีหุ้น KOSPI (เกาหลีใต้) 3.58%, หุ้น Emerging Market 2.99%, หุ้น TWSE (ไต้หวัน) 2.75%, หุ้น CSI300 (จีน A share) 2.7% และหุ้นไทยปรับเพิ่มได้ 1.24%

ตราสารหนี้รายประเทศ

ตราสารหนี้จีน สามารถสร้างผลตอบแทนรายเดือนได้ดี หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีปัจจัยกดดันด้านการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ในจีน ถ้าหากวิเคราะห์แล้วจะเป็นตราสารหนี้ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจในรูปสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งอันดับความน่าเชื่อถือค่อนข้างต่ำ สำหรับตราสารหนี้เอเชียและจีนที่กองทุนต่างประเทศไปลงทุนนั้น มักเป็นตราสารหนี้ในบริษัทเอกชนจีนที่อันดับความน่าเชื่อถือค่อนข้างดี มีสภาพคล่อง และระดมทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ตราสารหนี้ในเอเชียยังให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในระดับที่น่าสนใจ (Risk/Reward) เนื่องจากดอกเบี้ยที่ได้รับ (Current Yield) ยังอยู่ในระดับที่ดี

ในขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบกับหลายๆภูมิภาค ถึงแม้ว่าตลาดฯจะมี Risk Off ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ผลตอบแทนตราสารหนี้เอเชียและตราสารหนี้ MBS ยังทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ ในขณะที่เม็ดเงินไหลออกจากพันธบัตรรัฐบาล

JAN2FEB_Article_2021_Graph_02

ตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ช่วงอายุ 1-2 ปียังสร้างผลตอบแทนที่ดี โดยราคาปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ตราสารหนี้ High Yield, ตราสารหนี้ Investment Grade ที่มี Rating AA และ BBB ช่วงอายุ 8-10 ปีราคาปรับตัวลง (Yield ปรับตัวสูงขึ้น)

สินทรัพย์ทางเลือก

Property Fund, REITs และ Infrastructure Fund ภาพรวมผลตอบแทนในหลายประเทศ Japan REITs ปรับตัวขึ้นได้ดีที่ 3.86%, Singapore REITs ปรับตัวขึ้นได้ 1.9% และ Asian REITs ปรับตัวขึ้นได้ 0.44% ในขณะที่ Hong Kong REITs ปรับตัวลง -3.7% และ Thai REITs ปรับย่อลง -5.29% ซึ่งเกิดจากปัจจัยกดดันเฉพาะตัวเรื่องอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อ COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น

แต่ถ้าวิเคราะห์เจาะลึกในรายละเอียดจะพบว่า แม้จะมีการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายวันที่มากขึ้น แต่จะกระจุกตัวในกลุ่มแรงงานต่างชาติเป็นหลัก ในจังหวัดสมุทรสาคร หลังจากเกิดประเด็นที่ตลาดขายของสด ทางภาครัฐจึงเร่งทำการตรวจเชิงรุกมากขึ้น มองว่าเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นถึงระยะกลาง แต่อัตราผลตอบแทนจากปันผลที่สินทรัพย์ประเภท REITs จ่ายออกมา ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ปลอดภัย

JAN2FEB_Article_2021_Graph_03

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของเดือนธันวาคม 2563 ที่ออกมาในเดือนมกราคม 2564 สหรัฐฯ

ตัวเลขดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ในขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรและตัวเลขการจ้างงาน ADP ออกมาน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ส่วนทางด้านการบริโภคภายในประเทศ Retail Sales อยู่ในทิศทางการขยายตัวแต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเล็กน้อย ด้านความมั่นใจผู้บริโภค Consumer Sentiment ยังออกมาน้อยกว่าคาด

ด้านสภาพคล่องธนาคารกลางสหรัฐฯยังเน้นความสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยส่งสัญญาณที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำไปอีกซักระยะ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% ในการประชุมครั้งแรกของเฟดในปีนี้ นอกจากนี้ เฟดระบุว่า จะยังคงซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงินรวม 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน

ส่วนแถลงการณ์หลังการประชุมของเฟดระบุว่า จะยังคงใช้เครื่องมือทุกอย่างในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีการจ้างงานเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพของราคาจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และใช้เป้าหมายเงินเฟ้อแบบเฉลี่ยโดยเงินเฟ้อเฉลี่ยต้องอยู่ในระดับ 2% ถึงจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยจากเดิมที่เมื่อเงินเฟ้อแตะระดับ 2% ก็เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยเลยในทันที ระหว่างนี้จะยังดำเนินธุรกรรมการซื้อคืนพันธบัตร (QE) เพื่อเสริมสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลบวกต่อตราสารหนี้สหรัฐฯ โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่เข้าข่ายการเข้าซื้อของ FED อย่าง Agency MBS, Investment Grade Bond และตราสารหนี้ High Yield Bond ที่มีอันดับเรตติ้งสูง (BB)

ทางด้านแนวนโยบายเศรษฐกิจภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เน้นให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาด และกระตุ้นผ่านงบประมาณการคลังขนาดใหญ่เพื่อคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม นอกจากนี้ เจเน็ต เยลเลน ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีคลังฯ ซึ่งถือเป็นสุภาพสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์ 231 ปีของสหรัฐที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังฯ ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีความต้องการผลักดันงบกระตุ้นเศรษฐกิจให้ผ่านมติสภาคองเกรสให้ได้

นอกจากนี้ โจ ไบเดน ได้มีการลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ให้นำสหรัฐกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งหลายประเทศได้ทำร่วมกันเมื่อปี 2558 แสดงให้เห็นการยกระดับความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจัยดังกล่าวจะสนับสนุนการลงทุนในพลังงานสะอาด การให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน พลังงานทางเลือก รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า

จีน

ตัวเลขการค้าขยายตัวได้ดี โดยเติบโตทั้งการส่งออกและการนำเข้า ตัวเลข Trade Balance แตะระดับสูงสุดตลอดกาล ด้านตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2563 เติบโตได้ถึง 6.5% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 6.1% ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2563 จีนเป็นประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวที่เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ โดย GDP ปี 2563 ขายตัวได้ 2.3% ด้านดัชนีภาคการผลิตก็ขยายตัวได้มากกว่าคาด ส่วนตัวเลขการลงทุนทางตรง (FDI) เติบโตมากขึ้นส่งผลให้การลงทุนในจีนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งมากกว่าการลงทุนทางตรงในสหรัฐฯ

ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวดีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีนส่งสัญญาณรักษาสมดุลด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบและการควบคุมความเสี่ยงในภาคการเงิน ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานในตลาดการเงินจีนได้ถูกยกระดับและมีมาตรการการกำกับดูแลที่ดีมากขึ้นต่อเนื่อง

ยุโรป

ดัชนี Markit PMI ภาคการผลิตและภาคบริการออกมาดีกว่าคาด (แม้ในภาคบริการยังอยู่ในระดับหดตัว) ด้านตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคออกมาตามที่คาดแต่ตัวเลขยังอยู่ในระดับติดลบ ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ยังอยู่ในระดับติดลบเล็กน้อยตามที่นักวิเคราะห์คาด ในขณะที่ตัวเลข Zew Survey เดือนมกราคมเริ่มเห็นความคาดหวังแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ดีขึ้นทั้งในด้าน Economic และ Current Situation Sentiment

เศรษฐกิจยุโรปยังเผชิญหลายความเสี่ยงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก ในด้านแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน ECB มีมติคงอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ ECB ที่ -0.50% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% จนกว่าเงินเฟ้อจะถึงเป้าหมายที่ระดับ 2% ในปัจจุบันวงเงินสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดที่รุนแรงยังอยู่ในระดับ 11% ของขนาดงบดุลธนาคารกลางยุโรป โดยหากเผชิญความเสี่ยงในระยะข้างหน้าเพิ่มมากขึ้นทาง ECB ก็พร้อมที่จะขยายวงเงินการช่วยเหลือในอนาคต ภาพรวมเศรษฐกิจยุโรปยังคงมีความเสี่ยงและมีเครื่องมือทางการคลังและการเงินที่สามารถนำมาใช้ได้ในอนาคตหากเผชิญความเสี่ยงที่ไม่มากนักโดยเปรียบเทียบกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่าง สหรัฐฯ และจีน

ญี่ปุ่น

ตัวเลข Trade Balance ออกมาน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยการส่งออกยังเติบโตน้อยกว่าคาด ค่าเงินเยนยังแข็งค่าแต่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามแนวโน้มการเปิดรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น (Risk On) ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ยังติดลบในระดับ -1.2% ทางด้านนโยบายการเงิน BOJ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ระดับราว 0% พร้อมปรับประมาณการณ์ GDP ปี 2564 ขยายตัว 3.9% (จากเดิม 3.6%)

เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบทางตรงทั้งภาคการส่งออกและภาคบริการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งกดดันธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามการควบคุมการแพร่ระบาดทำได้ค่อนข้างดีโดยเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจญี่ปุ่นแม้ไม่ได้แข็งแกร่งแต่ยังอยู่ในระดับที่เครื่องมือทางการคลังและการเงินของรัฐบาลน่าจะสามารถรับมือได้

อีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการจัดโอลิมปิกซึ่งญี่ปุ่นได้ลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและเตรียมความพร้อมเพื่อการแข่งขันครั้งนี้เป็นอย่างมาก ต้องติดตามว่าจะสามารถเลื่อนการจัดไปได้เป็นช่วงเวลาใด และยังรับประโยชน์จากการท่องเที่ยวได้ในระดับไหนเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในภาคบริการในประเทศ

ไทย

กระทรวงการคลัง ปรับลดการขยายตัว GDP ไทยปี 64 จากเดิม 4.5% เหลือ 2.8%เนื่องจากสถานการณ์การระบาด COVID -19 ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทางระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทำให้คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2564 นอกจากนี้ คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ในส่วนที่เหลืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการจ้างงานให้เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน จะขยายตัวที่ 2.5% ต่อปี และ 3.4% ต่อปี ขณะที่การบริโภคภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐ จะขยายตัวที่ 6.1% ต่อปี และ 12.1% ต่อปี

รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อเดือนธันวาคม 2563 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ทิศทางการลงทุนในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2564

เชื่อว่าตลาดหุ้นน่าจะตอบสนองในทิศทางบวกได้ต่อเนื่อง มองว่าปัจจัยลบจากประเด็นการเร่งตัวของการติดเชื้อจะถูกหักล้างด้วยความคาดหวังในด้านบวกจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ การเร่งการผลิตและพัฒนาวัคซีนของบริษัทยา การออกมาตรการกระตุ้นและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ การเพิ่มสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพในภาคการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ทั่วโลก และฤดูประกาศผลประกอบการที่เริ่มทยอยประกาศออกมาในฝั่งสหรัฐและบริษัทที่ประกาศออกมาแล้วกว่า 1ใน 3 ของดัชนี S&P500 มีกำไรสุทธิต่อหุ้นดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด

ปัจจัยการลงทุนที่ต้องติดตามในเดือนกุมภาพันธ์

  • ประเด็นการผ่านร่างงบประมาณวงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งหากมีการร่วงเลยเข้าเดือนมีนาคม อาจทำให้ตลาดผันผวนได้ เนื่องจากหลายมาตรการที่ช่วยลดผลกระทบจากการระบาดของ COIVD -19 จะหมดอายุในช่วงเดือนมีนาคม
  • การติดตามการประกาศงบของตลาดหุ้นสหรัฐฯ Q4/2020
  • การทบทวนการเจรจาการค้าเฟสที่1 ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในสมัย โจ ไบเดน ที่ได้มีการทำขึ้นสมัย โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเป็นสัญญาณที่จะกำหนดท่าทีระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
  • การประชุมธนาคารกลางหลักของหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ จีน ยุโรป

กลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจในเดือนกุมภาพันธ์

กลุ่มตราสารทุน

เรายังประเมินว่าตราสารทุนในสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และ เอเชีย ยังมีพื้นฐานและแนวโน้มทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่การประกาศงบของ ไตรมาสที่4/2020 ยังออกมามีแนวโน้มที่ดี ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กของสหรัฐฯเรายังประเมินว่ายังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ โดยธีมกลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจและคาดว่าน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของ โจ ไบเดน คือกลุ่มของพลังงานสะอาด กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และกลุ่มนวัตกรรม

กลุ่มตราสารหนี้

เรามีมุมมองเชิงบวกต่อเนื่องกับตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) เนื่องจากสะท้อนมุมมองต่อนโยบาย Buy America และกลุ่มของตราสารหนี้ภาคเอกชนในระดับที่ลงทุนได้ (Investment Grade)ของสหรัฐฯและเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ขณะที่คาดการณ์ดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำจนถึงปี 2023

กลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก

เราประเมินว่ากลุ่มของ Property Fund/Reits ในฝั่งเอเชียมีความน่าสนใจเนื่องจาก สภาพคล่องที่ยังอยู่ในระบบ ส่งผลให้เกิดภาวะ Global Reflation อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ยังคงส่งผลต่อภาวการณ์ Searching for Yield โดยที่อัตราเงินปันผลและ ส่วนต่างระหว่างเงินปันผลกับพันธบัตรรัฐบาลในฝั่งเอเชียยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้ง 5 ปีและ 10 ปี

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.