มุมมองเอเชียต่อการเลือกตั้งสหรัฐปี 2020

นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน มาดูมุมมองจากทีมการลงทุนของเราเกี่ยวกับสภาวะตลาดและเศรษฐกิจ :

  • ผลการเลือกตั้งที่อาจออกมาล่าช้าหรือดูย่ำแย่ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียง นำมาสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและความผันผวนของตลาดที่มากขึ้น
  • ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนคาดว่าจะยังดำเนินต่อไป แต่การแบ่งแยกทั้งสองตลาดออกจากกันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เนื่องจากความสำคัญของทั้งตลาดผู้บริโภคและบทบาทของจีนในเครือข่ายซัพพลายเชนของโลก
  • ประเทศในเอเชียที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมากและมีโครงสร้างค่าจ้างต้นทุนต่ำโดยเปรียบเทียบ มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ชนะถ้าหากซัพพลายเชนกระจายออกจากประเทศจีน
  • นโยบายการคลังของสหรัฐมีแนวโน้มที่จะยังคงผ่อนคลายต่อไปและการขาดดุลการคลังในเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลบวกต่อค่าเงินเอเชียและตราสารหนี้ของประเทศในภูมิภาค
  • ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงต้านกระแสโลกาภิวัฒน์มีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ถ้าหากทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งอีกครั้ง ในขณะที่ผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างไบเดน ได้ชูแนวทางที่สามารถวัดผลได้ แนวทางที่มุ่งผลประโยชน์แบบหลายฝ่ายหรือพหุภาคี และการยึดตามตัวบทกฎเกณฑ์มากขึ้น

ผลการเลือกตั้งสหรัฐที่จะกระทบต่อตลาดการเงินมีอะไรบ้าง?

Kelvin Blacklock หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาพอร์ตการลงทุน Eastspring Singapore: ข้อแรกผลการเลือกตั้งอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์และการนับคะแนนรอบสุดท้ายอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังจากวันเลือกตั้ง

นั่นเพราะผลจากกรณีที่ผู้แสดงเจตนามาใช้สิทธิ์แต่กลับไม่ได้เดินทางมาลงคะแนน และกรณีที่ผู้ลงคะแนนทางไปรษณีย์แต่กลับเข้ามาลงคะแนนด้วยตนเอง

ข้อที่สอง การนับคะแนนใหม่และการโต้แย้งทางกฎหมายอาจทำให้ไม่สามารถยอมรับผลคะแนนได้ตามกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

ข้อที่สาม มีความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งรอบใหม่จะเป็นแบบ contested election ในกรณีที่ไม่สามารถตัดสินผลคะแนนได้ด้วย popular vote หรือ Electoral College ทำให้จำเป็นต้องมีการแทรกแซงจากสภาคองเกรสหรือศาลสูงสุดเพื่อตัดสิน ด้วยเหตุผลเหล่านี้เราจึงคาดว่าจะเห็นความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้นในช่วงอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า

แม้ว่าผลการเลือกตั้งจะไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจมากนัก แต่ชัยชนะจากการได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ของประธานาธิบดีทรัมป์จะก่อให้เกิดความเสี่ยงทั่วโลก การดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์อาจส่งผลให้เกิดสงครามการค้ากับประเทศที่เกินดุลการค้าอื่นๆ อีกมากขึ้น ดังนั้น การสร้างผลงานที่โดดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐอาจยังดำเนินต่อไปเมื่อเทียบกับตลาดแห่งอื่นๆ ในทางตรงกันข้าม หากชัยชนะเป็นของ โจ ไบเดน นั่นจะเป็นการส่งสัญญาณถึงความเสี่ยงภายในประเทศที่สูงขึ้น มาตรการเก็บภาษีที่สูงขึ้นนับเป็นความเสี่ยงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ในขณะที่การเพิ่มกฎระเบียบต่อบริษัทพลังงานและกลุ่มเฮลท์แคร์ ก็อาจทำให้หุ้นสหรัฐทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าตลาดหุ้นโลก

อย่างไรก็ดี การล็อบบี้ของบริษัทเหล่านี้ในรัฐบาลกรุงวอชิงตันมีความเข้มแข็งมาก ซึ่งในอดีตกลุ่มธุรกิจดังกล่าวก็มักจะใกล้ชิดกับพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกัน สำหรับในส่วนของการลงทุน ESG นั้น อาจได้รับการสนับสนุน เนื่องจาก โจ ไบเดน ได้เรียกร้องให้มีข้อตกลงที่เรียกว่า Green New Deal มูลค่าสองล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก

เมื่อพิจารณาในทุกปัจจัย ตลาดมอง “กรณีดีที่สุด” สำหรับหุ้นก็คือการที่ไบเดนได้รับชัยชนะ พร้อมกับการแบ่งฝ่ายในสภาคองเกรส (สภาผู้แทนราษฏรถูกคุมเสียงข้างมากโดยพรรคเดโมแครต และวุฒิสภาที่คุมโดยพรรครีพับลิกัน) ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าอาจลดความรุนแรงและไม่มีมาตรการภาษีที่ออกมาใหม่ แต่การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะมากที่สุดจะเกิดขึ้นหากพรรคเดโมแครตประสบความสำเร็จในการคุมเสียงเป็นรัฐบาล เนื่องจากการใช้จ่ายทางการคลังที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้ผู้ชนะหลักๆ น่าจะได้แก่

a) กลุ่มสินค้าวัตถุดิบอุตสาหกรรม เนื่องจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน
b) กลุ่มสินค้าผู้บริโภคที่ไม่จำเป็น (Consumer Discretionary) เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำที่สูงขึ้น และ
c) ตลาดหุ้นเกิดใหม่และค่าเงินของเอเชีย เนื่องจากนโยบายการค้าที่ลดความรุนแรงลง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบโดยรวมต่อหุ้น ตราสารหนี้ และเงินดอลลาร์สหรัฐ มีความชัดเจนน้อยลง เนื่องจากถูกชดเชยด้วยข้อเสนอการปรับเพิ่มภาษีนิติบุคคลเพื่อนำมาสนับสนุนภาระการใช้จ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากผลการเลือกตั้งแล้ว ตลาดยังได้รับอิทธิพลจากทิศทางของนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายกีดกันต่างๆ ซึ่งสำหรับในตอนนี้นโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลายได้ช่วยหนุนตลาดหุ้น การใช้จ่ายทางการคลังที่สูงขึ้นของทั้งทรัมป์และไบเดน ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานก็สนับสนุนหุ้นด้วยเช่นกัน แต่การที่สหรัฐมุ่งเปลี่ยนไปสู่นโยบายการกีดกันและความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ในการใช้ตอบโต้กับจีนนั้น จะยังคงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ตลาดต่อไป

ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาภายใต้กระแสความเฟื่องฟูของทุนนิยมและโลกาภิวัตน์ เป็นแนวโน้มเชิงบวกอย่างมากต่อความมั่งคั่งและการเติบโตทั่วโลก ซึ่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนานั้นสามารถช่วยบรรเทาภาวะความยากจนของผู้คนหลายล้านคนในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศพัฒนาแล้วได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาถูก แต่น่าเสียดายที่แนวโน้มเช่นนี้ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประกอบกับการย้ายถิ่นฐานที่เพิ่มขึ้นได้ทำให้ผู้ใช้แรงงานในหลายชาติตะวันตกต้องประสบกับภาวะการว่างงาน จนนำมาสู่การพลิกผันของความนิยมทางการเมืองที่โอนเอียงไปทางนโยบายแบบสังคมนิยมมากขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้ COVID-19 ยังได้เร่งทำให้เกิดแนวโน้มนี้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในขณะที่ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและจีนแคบลง หลายคนต่างกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า Thucydides Trap ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ถูกระบุไว้ครั้งแรกโดยนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ สถานการณ์นี้หมายถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้น (ในกรณีนี้คือจีน) เข้ามาแทนที่ผู้ปกครอง (คือสหรัฐ) และได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา มีจำนวน 16 ครั้งที่เกิดกลุ่มอำนาจใหม่ขึ้นมาท้าทายผู้ปกครอง และ 12 ครั้งจบลงด้วยสงคราม แม้ว่าความขัดแย้งทางการทหารนั้นไม่น่าเกิดขึ้นได้ แต่อาจส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์ลดบทบาทลง

คุณมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนจะมีพัฒนาการอย่างไรในอีก 4 ปีข้างหน้า?

Michelle Qi หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายจัดการลงทุนหุ้น Eastspring Investments ประเทศจีน : จากสภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีนที่ทวีความรุนแรง เราเชื่อว่าความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศจะดำเนินต่อไปไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม แนวทางของไบเดนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีน อาจมีความแปรปรวนที่น้อยกว่า และที่สำคัญกว่านั้นเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการตัดขาดออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเศรษฐกิจสองประเทศเนื่องจากความเชื่อมโยงที่ลึกซื้งที่เกิดขึ้นภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เป็นที่น่าสังเกตว่าการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลงเพียง 3.6% yoy หากดูข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แม้ว่าจะมีการระบาดของ COVID-19 และอัตราภาษีที่สูงขึ้นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าเฟสหนึ่ง ข้อมูลเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม พบว่าตัวเลขการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐอเมริกาขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่งที่ 12% และ 20% ตามลำดับ ซึ่งไม่เพียงแต่ยอดส่งออกไปยังสหรัฐเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงสัดส่วนการส่งออกไปสู่ตลาดโลกของจีนก็ได้พุ่งสูงขึ้นในเดือนเมษายน เนื่องจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะ ดังแสดงในรูปที่ 1

รูปที่ 1 : สัดส่วนการส่งออกของจีนในตลาดโลก เทียบกับสหรัฐ (ปรับผลทางฤดูกาล)

chart-01

ในขณะเดียวกัน จีนเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับบริษัทข้ามชาติหลายแห่งของสหรัฐ McKinsey Global Institute ระบุว่าประชากรของจีนในกลุ่มที่มีกำลังจับจ่าย (upper aspirant and above) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีรายได้ครัวเรือนที่ 138,000 หยวนต่อปี (ประมาณ 21,000 ดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นสัดส่วน 49% ของประชากรทั้งหมดในปี 2018 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 8% ในปี 2010

แม้ว่าการระบาดของ COVID-19 ได้เร่งให้เกิดการทบทวนว่าบริษัทต่างๆ ควรกำหนดแผนสำหรับซัพพลายเชนของตนต่อไปอย่างไร แต่จีนนั้นก็ยังคงถือเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก จีนมีต้นทุนแรงงานที่สามารถแข่งขันได้ นอกเหนือจากระบบนิเวศด้านซัพพลายเชนที่ครอบคลุมรอบด้าน ด้วยเหตุนี้การเคลื่อนย้ายซัพพลายเชนออกจากจีนไปทั้งหมดจึงเป็นการดำเนินการที่มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน บริษัทต่างๆ มีความเป็นไปได้ว่าจะกระจายความเสี่ยงด้วยการมีโรงงานในจีนและอีกแห่งในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้1 ในขณะเดียวกัน จีนได้เพิ่มขีดความสามารถทางด้านการผลิตและไต่ระดับขึ้นบนห่วงโซ่อุปทาน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงดำเนินต่อไปก็เพียงแต่จะช่วยเร่งแนวโน้มนี้เพิ่มมากขึ้น

ในด้านเทคโนโลยี ดูเหมือนว่าจะมีความพยายามในสองด้านที่ต้องการถ่วงดุลจีนซึ่งมุ่งมั่นปลุกปั้นเศรษฐกิจของตนและความมั่นคงของชาติ จุดสนใจของรัฐบาลสหรัฐในปัจจุบันได้ย้ายจากเรื่องของฮาร์ดแวร์ (เช่นกรณี Huawei) ไปยังเรื่องการไหลของข้อมูล (เช่น TikTok) แม้ว่าการใช้บทลงโทษในบางอย่างของสหรัฐอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนในระยะเวลาอันใกล้ แต่นั่นก็ทำให้จีนให้ความสำคัญมากขึ้นกับการค้นหาสิ่งทดแทนในประเทศ นวัตกรรมที่เป็นอิสระ และเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ

หากพิจารณาในภาคการเงินที่แบ่งออกเป็นภาคส่วนย่อย พบว่ามาตรการตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ซึ่งเพ่งเล็งบริษัทจีนที่จดทะเบียนในสหรัฐ มีแนวโน้มที่จะเร่งโอกาสในการเข้าจดทะเบียนในตลาดฮ่องกง นอกจากนี้ มาตรการปฏิรูปเมื่อเร็วๆ นี้ที่ดำเนินการโดยตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นประเภท onshore (STAR & ChiNext) ทำให้ตลาดเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจในการเข้าจดทะเบียนสำหรับหุ้น new economy สัญชาติจีนจำนวนมาก

คุณมองว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐและเอเชียจะดีขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดี ไบเดน หรือไม่?

John Tsai หัวหน้าฝ่าย Core Equities, Eastspring Singapore: ในปี 2017 ประธานาธิบดีทรัมป์นำสหรัฐถอนตัวออกจาก Transpacific Partnership (TPP) ที่ให้สัตยาบันโดย 12 ประเทศเมื่อปี 2016 ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นของสหรัฐในการลดความเกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยนโยบายด้านต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มุ่งเน้นไปยังวิสัยทัศน์ “America First” การไม่ปรากฏตัวของทรัมป์ในการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญของเอเชียก็เป็นการย้ำอีกครั้งว่าสหรัฐนั้นไม่มีข้อผูกพันกับภูมิภาคนี้ โดยในอีกสี่ปีของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์มีแนวโน้มว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงในท่าทีปกป้องภาคการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐภายหลังสิ้นสุดการระบาด COVID-19 คาดว่าจะไม่ราบรื่นและเปราะบาง

ในทางกลับกัน โจ ไบเดน ได้ให้การสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรีและเป็นแกนนำสนับสนุนข้อตกลง TPP อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าไบเดนจะผลักดันอย่างจริงจังในการกลับเข้าร่วม TPP อีกครั้งหรือไม่ เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตบางคนมองว่า TPP เอื้อบริษัทข้ามชาติมากเกินไป ในความเป็นจริงทั้งทรัมป์และไบเดนต่างต้องการนำการจ้างงานในภาคการผลิตกลับสู่อเมริกามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากไบเดนเป็นผู้นำสหรัฐ เขาจะพยายามหาทางแก้ไขความสัมพันธ์ที่ถูกฉีกขาดและทำงานร่วมกับพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ นอกจากนี้ สหรัฐยังมีแนวโน้มที่จะกลับมาฟื้นฟูและสานต่อบทบาทในองค์กรพหุภาคีต่างๆ เช่น WTO และ NATO สิ่งนี้จะได้รับการตอบรับจากนานาประเทศและตลาดต่างๆ อันเป็นสัญญาณของการรื้อฟื้นแนวทางที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์เพื่อความเป็นระเบียบของภาคการค้าโลก

อย่างไรก็ตาม ประเทศในเอเชียที่มีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก มีลักษณะประชากรที่น่าดึงดูด มีโครงสร้างค่าจ้างที่ต่ำโดยเปรียบเทียบ (เช่น กัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา) และมีทักษะสูง รวมทั้งมีกำลังความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในระดับสูง มีแนวโน้มที่จะขึ้นมาเป็นผู้ชนะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หากซัพพลายเชนถูกกระจายออกจากประเทศจีน สถานการณ์นี้จะมีผลในเชิงบวกต่อเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ดุลการค้าระหว่างประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเหล่านี้

ในทำนองเดียวกัน การต้องเลือกระหว่างระดับทักษะและต้นทุนแรงงานอาจจำกัดความสามารถของเศรษฐกิจในประเทศที่มีค่าจ้างสูงขึ้นในการใช้ประโยชน์ให้ได้อย่างเต็มที่จากการที่สหรัฐหันออกจากการพึ่งพาจีน การมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นทำให้การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับไฮเอนด์อาจย้ายไปยังเกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ในขณะที่การผลิตสินค้าโลว์เอนด์จะหันออกไปยังตลาดอื่นๆ ในอาเซียน ถ้าไบเดนชนะเลือกตั้งจะเป็นผลดีสำหรับญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน เนื่องจากมีแนวทางที่นุ่มนวลกว่าในการเจรจากับจีน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้ากันทางการทหารและลดความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ภายในภูมิภาค

การเลือกตั้งสหรัฐจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตนและค่าเงินดอลลาร์อย่างไร? และนั่นจะมีความหมายอย่างไรต่อทั้งค่าเงินและตราสารหนี้ของเอเชีย?

Goh Rong Ren ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนตราสารหนี้ Eastspring Singapore: เศรษฐกิจสหรัฐจะเป็นประเด็นหลักของใครก็ตามที่ชนะศึกเลือกตั้งหนนี้ มีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลงอย่างรุนแรงในปีนี้ ร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิด Great Depression หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานได้ขึ้นมาแตะระดับ 8.4% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ 14.7% แต่ยังคงสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 เป็นอย่างมาก และถ้าหากโลกยังปราศจากวัคซีน เซ็กเตอร์ที่ถูกกระทบอย่างหนัก เช่น ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยว ตลอดจนอุตสาหกรรมบริการในภาพใหญ่นั้น ไม่น่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น นโยบายการคลังของสหรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะยังคงผ่อนคลายต่อไป โดยประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามายังต้องดำเนินมาตรการสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น ซึ่งอาจรวมถึงการใช้เงินงบประมาณทางการคลังอย่างต่อเนื่องให้แก่แรงงานที่ถูกพักงานและอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ นโยบายการคลังที่นำมาใช้โดยฝ่ายบริหารชุดใหม่ซึ่งมีผลต่อระดับการขาดดุลการคลังนั้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างมากจากธนาคารกลางสหรัฐจนถึงปัจจุบัน เมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (US Dollar Index) ลดลง 2.3% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มที่จะยังคงถูกกดดันต่อไปจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการคลังที่มากขึ้น ดูรูปที่ 2

รูปที่ 2 : การขาดดุลการคลังของสหรัฐ เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อ GDP

chart-02

สำหรับความแตกต่างที่เกิดขึ้น ในกรณีไบเดนขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐ เราเชื่อว่าเขาน่าจะกำหนดนโยบายการคลังของประเทศบนเส้นทางที่ยั่งยืนมากกว่า ซึ่งหากเทียบกับทรัมป์แล้ว ไบเดนยังมีโอกาสที่จะยอมรับแนวทางพหุภาคีมากขึ้นสำหรับประเด็นด้านการค้า ซึ่งจะสามารถช่วยรักษาสถานะการเป็นสกุลเงินสำรองของดอลลาร์สหรัฐไว้ได้ตามความคาดหมาย

ท่าทีของฝ่ายบริหารชุดใหม่ที่มีต่อจีนจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่อง วิธีการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายที่ค่อนข้างขัดแย้งกันโดยฝ่ายบริหารภายใต้ประธานาธิบดีคนใหม่จะเป็นสิ่งกำหนดส่วนผสมในนโยบาย ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวประกอบด้วยความต้องการถ่วงดุลความมุ่งมั่นด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของจีนในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ฉุดภาคการค้าโลกหรือการเติบโตภายในประเทศ หากมองเป็นกลางและการที่ฝ่ายบริหารมีภารกิจสำคัญที่สุดคือการทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาเป็นปกติ เราไม่คาดว่านโยบายใหม่จะเข้ามาทำลายสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงมองสกุลเงินเอเชียจะได้รับประโยชน์ภายใต้กระแสการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ในขณะเดียวกัน นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณที่เข้มข้นทั่วโลกจะช่วยรักษาสภาพคล่องให้อยู่ระดับสูงต่อไป โดยส่วนใหญ่ของสภาพคล่องเหล่านี้มีแนวโน้มจะไหลเข้าสู่ตลาดต่างๆ ในเอเชียเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น สถานการณ์นี้จะช่วยสนับสนุนสกุลเงินเอเชียและตราสารหนี้ของแต่ละประเทศ ธนาคารกลางในเอเชียดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างมากเพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดครั้งใหญ่และมุ่งมั่นที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อไปในอนาคตเพื่อสนับสนุนการเติบโต สิ่งนี้เองที่จะเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางราคาตราสารหนี้ของเอเชียนับจากนี้ไป

 

 

Sources:
1 International Institute for Strategic Studies (IISS). COVID-19: Global trade and supply chains after the pandemic. August 2020.

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.