สรุปสภาวะตลาดเดือนเมษายน : อุปสรรคที่ยังไม่จบสิ้น

หุ้นทั่วโลกดีดตัวกลับขึ้นมาในเดือนเมษายนเนื่องจากจำนวนผู้ป่วย Covid-19 รายใหม่ทั่วโลกเริ่มชะลอตัวและเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ อย่างไรก็ตาม ภาวะการดิ่งลงของราคาน้ำมันยังเป็นสิ่งที่คอยย้ำเตือนผู้ลงทุนว่าอุปสรรคต่างๆ นั้นยังไม่จบสิ้น

  • ในขณะที่จำนวนผู้ป่วย Covid-19 รายใหม่ทั่วโลกเริ่มลดลงและเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็สามารถดีดตัวกลับขึ้นมาในเดือนเมษายน โดยมีตลาดที่แข็งแกร่งบางแห่งที่สามารถลบล้างผลขาดทุนในเดือนมีนาคมได้ถึงราวครึ่งหนึ่งจนถึงสองในสาม กระแสแห่ง “การเปิดรับความเสี่ยง” (risk-on) ได้ขยายอิทธิพลส่งผลเกือบตลอดทั้งเดือนแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะตกต่ำและราคาน้ำมันที่ดิ่งลง โดยมีมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่มีมูลค่ามากกว่า 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หนุนให้สภาพคล่องท่วมตลาดด้วยต้นทุนเงินที่ต่ำ และสร้างฐานรากสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต
  • การผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงการที่ธนาคารกลางของตลาดเกิดใหม่จำนวน 11 แห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายน และเฟดที่ให้คำมั่นว่า “พร้อมดำเนินการทุกอย่างเท่าที่ทำได้” เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในประเทศ - ซึ่งเห็นได้จากงบดุลของเฟดที่เพิ่มขึ้น 2.4 ล้านล้านดอลลาร์จากการดำเนินมาตรการสนับสนุนดังกล่าว มาตรการทางการคลังรวมถึงการอนุมัติ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญโดยสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาเพิ่มเติมมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่เกิดขึ้นกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งท่ามกลางผลกระทบที่ตามมาอื่นๆ ก็รวมถึงผลที่มีต่อสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสนับสนุนตลาดหุ้น ส่วนผลทางด้านลบนั้น ได้ฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกยังคงยืนอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปิดต่ำลงเหลือแค่เพียง 0.64%
  • ภาวะใกล้ล่มสลายของราคาน้ำมันเป็นการเตือนผู้ลงทุนว่าสถานการณ์เลวร้ายยังไม่สิ้นสุดหากจะคาดหวังถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน WTI ที่เป็นสูตรใช้กันทั่วไปในสหรัฐ ดิ่งลงแตะระดับติดลบ 37.63 ต่อบาร์เรล หลังจากเกิดภาวะซัพพลายส่วนเกินและคลังจัดเก็บน้ำมันหลักในเมือง Cushing ซึ่งเป็นแหล่งสต็อกน้ำมันสำรองที่สำคัญในสหรัฐ ใกล้ถึงระดับความสามารถที่รองรับได้ เนื่องจากความต้องการน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่ากลุ่ม OPEC จะบรรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตเมื่อช่วงต้นเดือน ส่วนด้านราคาน้ำมัน Brent ซึ่งเป็นสูตรน้ำมันที่ใช้ในยุโรปและเอเชียก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน แต่ยังสามารถยืนอยู่เหนือระดับ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ในช่วงสิ้นเดือน
  • เช่นเดียวกับปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ยังมีตัวขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังการปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็วของตลาดหุ้นนั่นคือผลการรักษาซึ่งมีความคืบหน้าของผู้ป่วย Covid-19 ที่มาจาก remdesivir ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสดั้งเดิมที่ผลิตโดย Gilead Sciences ในสหรัฐอเมริกา ผลการทดลองยาแสดงให้เห็นว่าสัดส่วน 50% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาเป็นเวลานานห้าวันนั้น มีการตอบสนองที่ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง และนั่นเพียงพอที่จะช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นของ Gilead พุ่งขึ้น 15% ในเดือนเมษายน ในขณะเดียวกัน ผลการทดลองยาต้านโรคมาลาเรียประเภท hydroxychloroquine กลับแสดงผลลัพธ์ที่ไม่ดี ในขั้นตอนการทดลองทางคลินิก
  • สำหรับประเด็นข่าวอื่นๆ อย่างผลการเลือกตั้งในเกาหลี พรรคประชาธิปไตยก็สามารถเอาชนะเป็นเสียงส่วนใหญ่อย่างเป็นเอกฉันท์ในรัฐสภา ส่วนความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนนั้น กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อฝั่งทำเนียบขาวกล่าวโทษจีนว่าเป็นสาเหตุในการแพร่ะบาดของ Covid-19 และส่งสัญญาณว่าอาจมีมาตรการคว่ำบาตรทางการค้ารอบใหม่เพื่อเป็นการตอบโต้ นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในบราซิลที่เพิ่มขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโบลโซนารู ปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ในช่วงที่ประเทศกำลังรับมือกับ Covid-19 และจากนั้นก็ตามมาด้วยการประกาศลาออกของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมชื่อดังที่ประชาชนชื่นชอบ

วิกฤต Covid-19 กำลังจะกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจในอีกไม่นาน สะท้อนได้จากดัชนี MSCI ACWI แต่ตลาดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวขึ้นได้

รูปที่ 1 : MSCI AC World Index

figure1_macro-briefing-mb_msci-ac-world-index-with-500-point-line_apr

รูปที่ 2 : การอ่อนค่า/แข็งค่าของสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ นับตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม

figure2_macro-briefing-mb_em-currencies-since-20-january_apr
 

ตลาดหุ้น

  • ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวกลับขึ้นมาได้ในเดือนเมษายน สร้างผลงานพลิกเป็นกำไรได้ 10.8% ซึ่งถือเป็นผลงานรายเดือนที่ดีที่สุดในรอบกว่าแปดปี ตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสหรัฐอเมริกานั้น สามารถทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสะท้อนทั้งปรากฏการณ์การดิ่งลงอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคมของตลาดพัฒนาแล้ว (DMs) และขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา ดัชนี MSCI Developed Markets เพิ่มขึ้น 11% ดัชนีของสหรัฐเพิ่มขึ้น 13.2% และของตลาดเกิดใหม่ (EMs) เพิ่มขึ้น 9.2% อย่างไรก็ตาม หากเทียบตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงปัจจุบันพบว่าตลาดโลกที่สำคัญหลายแห่ง – เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และไต้หวัน – ยังคงปรับตัวลดลงเป็นตัวเลขสองหลัก
  • การเกิดวิกฤต Covid ในระยะเวลานาน 3 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน) ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลง 7.7% เมื่อเทียบกับยุโรปที่ลดลง 17.5% ขณะตลาดหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ลดลง 5.9% แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาลและแผนการกลับมาเปิดเมืองแบบแบ่งเป็นระยะในบางรัฐของสหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นแรงหนุนหลักที่อยู่เบื้องหลังผลงานที่ทำได้เหนือกว่าตลาดแห่งอื่นๆ ในขณะที่ตลาดยุโรปทำผลงานได้ไม่ดีนักเนื่องจากมาตรการเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปที่ใช้รับมือวิกฤตนั้นสร้างความน่าผิดหวัง
  • ผลงานที่ไม่สดใสของตลาดยุโรปยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของประเทศในภูมิภาคที่ต้องการกลับมาเปิดเศรษฐกิจของตน โดยมีตลาดที่สร้างผลงานได้โดดเด่นได้แก่ออสเตรีย (+10.6%) ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวที่ดำเนินการคลายข้อจำกัดด้วยวิธีที่เหมาะสม ขณะที่ตลาดอิตาลี (+1.9%) และสเปน (+1.5%) มีผลงานที่สะท้อนถึงคุณภาพในการเลือกวิธีการคลายข้อจำกัด ส่วนฝรั่งเศส (+4.4%) ทำผลงานได้ต่ำกว่าเยอรมนี (+9.8%) ขณะตลาดหุ้นสหราชอาณาจักรได้รับแรงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่ที่มีรายได้ในรูปสกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็ยังทำผลงานเป็นบวกได้เพียง 5.1% เนื่องจากประชาชนชาวอังกฤษยังคงไม่สามารถเดินทางได้
  • ในทางตรงกันข้าม เดือนเมษายนกลายเป็นเดือนที่ดีที่สุดในรอบสี่ปีของตลาดเกิดใหม่ โดยจีนสามารถทำผลงานเป็นบวก 6.3% ในเดือนเมษายนและหากเทียบกับปีก่อนตลาดหุ้นติดลบแค่เพียง 4.5% - กลายเป็นตลาดที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในโลก และขณะนี้สามารถลดการขาดทุนขึ้นมาได้แล้ว 56% จากยอดขาดทุนที่เกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับสหรัฐ ส่วนตลาดเกาหลีปรับตัวขึ้น 8.2% เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน เนื่องจากหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มวัตถุดิบอุตสาหกรรมสามารถทำผลงานได้ดี ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันร่วงตกต่ำ ขณะตลาดไต้หวันปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.4% จากการที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่บวกรับความต้องการสมาร์ทโฟนที่ฟื้นตัว และการขยายระบบ 5G ในเชิงรุกของประเทศจีนท่ามกลางกระแสการทำงานจากบ้าน (work from home) ส่วนตลาดอินโดนีเซียแม้ว่าจะดูสดใสเทียบกับบรรดาตลาดอาเซียน ตอบรับแนวโน้มค่าเงินฟื้น แต่ตลาดหุ้นไทยกลับทำได้ดีกว่า โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.1% จากชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเสียงตอบรับดี
  • ตลาดหุ้นละตินอเมริกา ฟื้นตัวขึ้นมาได้ 6.3% แต่ก็ยังถือว่าเป็นผลงานที่ต่ำกว่าตลาดแห่งอื่นๆ โดยถูกฉุดจากผลงานที่อ่อนแอในบราซิล (+5.4%) หลังจากมีการลาออกของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งทำให้สภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดเม็กซิโกบวกได้แค่เพียง 4.3% เนื่องจากเงินเปโซยังคงถูกกดดัน ด้านตลาดภูมิภาค EMEA ปรับตัวขึ้น 11% ตามผลงานที่เป็นบวก 13.2% ของตลาดแอฟริกาใต้เนื่องจากมีการประกาศแผนผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์และมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นผลมาจากการดีดตัวขึ้น 11.5% ของตลาดหุ้นรัสเซียตามทิศทางค่าเงินรูเบิลแข็งค่า และการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
  • ในตลาดอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียกลับมาพุ่งขึ้นถึง 15.3% เนื่องจากบางรัฐเตรียมเปิดเมืองอีกครั้งและการเริ่มดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อินเดียเพิ่มขึ้น 16.1% เป็นการฟื้นยอดขาดทุนที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคมได้ถึงเกือบสองในสาม และหลังจากที่ RBI ส่งสัญญาณด้วยข้อความว่า "พร้อมดำเนินการทุกมาตรการ" ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดพัฒนาแล้วแห่งอื่นๆ โดยบวกขึ้นได้เพียง 5.4% จากแรงฉุดที่เกิดจากจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ของ Covid-19

รูปที่ 3 : ดัชนีตลาดหุ้นในแต่ละภูมิภาค

figure3_macro-briefing-mb_msci_regio-al-equity-returns_usd_mqy_apr

รูปที่ 4: ดัชนีตลาดหุ้นในเอเชีย

figure4_macro-briefing-mb_msci_asia-equity-returns_usd_mqy_apr
 

ตราสารหนี้

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในรุ่นหลักๆ อยู่ในทิศทางที่ลดลงในเดือนเมษายน เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกและการดิ่งลงอย่างที่ไม่คาดคิดของราคาน้ำมันล่วงหน้าในตลาดสหรัฐ สู่ระดับติดลบจนส่งผลให้ผู้ลงทุนส่วนหนึ่งหันกลับเข้าไปหาสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ดี มีสัญญาณบวกจากอีกด้านที่บ่งชี้ในเบื้องต้นว่าจำนวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลนการติดเชื้อไวรัสและยอดผู้เสียชีวิตเข้าสู่ระยะที่มีเสถียรภาพ ทำให้เกิดความหวังว่าสหรัฐและประเทศในยุโรปบางแห่งจะสามารถเริ่มผ่อนคลายมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ความคืบหน้านี้ได้ทำให้เกิดช่วงเวลาสั้นๆ ของการยอมเปิดรับความเสี่ยงได้มากขึ้น ช่วยจำกัดความเสี่ยงทางฝั่งขาลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร
  • ในเดือนเมษายน ความเชื่อมั่นในตลาดพันธบัตรได้รับแรงหนุนจากการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังและการเงินเพิ่มเติมหลังจากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาน่าผิดหวังและแนวโน้มการเติบโตทั่วโลกย่ำแย่ลงมาก ข้อมูลในเดือนมีนาคมของสหรัฐอเมริกาแสดงถึงสัญญาณความอ่อนแอในตลาดแรงงาน ยอดค้าปลีกร่วงลงเป็นประวัติการณ์ และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงหนักที่สุดในรอบ 74 ปี บรรดาบริษัทชั้นนำต่างชะลอประกาศการคาดการณ์ผลประกอบการและระงับการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากการระบาดของไวรัสส่งผลกระทบต่อสภาวะธุรกิจ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ด้วยการประกาศว่าจะอัดฉีดเงินอีก 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งตลอดทั้งเดือนพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (UST) ส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยอัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 10 ปี ลดลง 3 bps มาปิดที่ 0.64% เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของเยอรมนีและอังกฤษซึ่งได้ปรับตัวลดลงเช่นกัน
  • ในเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในสกุลเงินท้องถิ่นปรับตัวลง ช่วยหนุนให้ผลตอบแทนโดยรวมเพิ่มขึ้น การคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงและแม้กระทั่งการหดตัวในปีนี้ ทำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ซึ่งรวมทั้งเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างยังคงขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เช่นเดียวกับการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงอีก ธนาคารกลางของจีนนั้นถือเป็นผู้นำในการปรับลดดอกเบี้ย โดยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ชั้นดีประเภทหนึ่งปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ชั้นดีประเภทห้าปี รวมถึงอัตราดอกเบี้ยสำหรับโครงการเงินกู้ระยะกลาง นอกจากนี้ ธนาคารกลางจีนยังได้ประกาศปรับลดอัตราการถือครองเงินสดที่ธนาคารต้องกันไว้เป็นทุนสำรองด้วย
  • ฟิลิปปินส์ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะอินโดนีเซียยังคงอัตราดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลง แต่ประกาศลดอัตราสำรองเงิน IDR สำหรับธนาคารในประเทศ หากพิจารณาในรูปผลตอบแทนโดยรวม จะพบว่าตราสารที่อยู่ในรูปสกุลเงินท้องถิ่นของฟิลิปปินส์มีผลงานดีขึ้นโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ของมาเลเซียและสิงคโปร์ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดอื่นเช่นกัน ส่วนในทางตรงกันข้าม ตราสารที่อยู่ในรูปสกุลเงินท้องถิ่นของเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ทำผลงานได้แย่กว่าตลาดอื่น
  • ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ฟื้นตัวขึ้นเนื่องจากภาวะการเทขายแบบไม่เจาะจงเลือกเป้าหมายในเดือนก่อนหน้าได้เปิดโอกาสด้านมูลค่าในบางภาคส่วนของตลาด นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากข่าวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากเฟดที่จะอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจสหรัฐ (500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยจะดำเนินการผ่านการซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงซึ่งถือเป็นครั้งแรกของเฟด มาตรการที่ช่วยให้เกิดแรงหนุนต่อพันธบัตรเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงของสหรัฐนี้ ยังกลายมาเป็นผลบวกต่อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงในเอเชียด้วย ข้อมูลระบุว่าพันธบัตรเอกชนที่ให้ผลตอบแทนสูงในเอเชียนั้นสร้างผลงานได้เหนือกว่าตราสารกลุ่มอื่นๆ ในเดือนเมษายน จากผลของสเปรดที่แคบลงมาประมาณ 100 bps แต่ในทางกลับกัน พันธบัตรที่อยู่ในระดับ Investment grade กลับสร้างผลงานได้แย่กว่า

รูปที่ 5 : การเพิ่มขึ้น/ลดลงของดัชนีพันธบัตร เปรียบเทียบในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

firgure5_macro-briefing-mb_bond-returns_usd_mqy_apr

รูปที่ 6 : อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดหลัก (%)

figure6_macro-briefing-mb_key-bond-yields_cc_apr
 

ค่าเงิน

  • ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ในเดือนเมษายนไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวมากนักเมื่อเทียบกับเดือนหลังๆ และสิ้นสุดเดือนในระดับที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากจุดเริ่มต้นของเดือน เป็นเหตุให้สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่หลายแห่งกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งหลังจากที่อ่อนค่าลงก่อนหน้านี้ โดยท่าทีที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องของเฟดช่วยลดผลกระทบจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลง ช่วยให้เงินดอลลาร์มีความสมดุลมากขึ้นหลังจากเกิดสภาวะ "ความต้องการถือเงินสดอย่างเร่งรีบ" เมื่อเดือนมีนาคม ในขณะที่นโยบายด้านมหภาคครั้งประวัติศาสตร์และแผนการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เริ่มส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แลกกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
  • ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นก็เผชิญกับเดือนที่ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวเช่นกัน หลังจากที่ BoJ ประกาศมาตรการสนับสนุนครั้งใหม่ที่มุ่งเน้นไปยังการจัดหาเงินทุนช่วยภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนภาคธนาคารและค่าเงินเยน ค่าเงินสเตอร์ลิงก็สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาชดเชยการอ่อนค่าในเดือนมีนาคมได้เกือบทั้งหมด และกลับมาซื้อขายในระดับเดียวกับในช่วงเริ่มต้นภาวะการระบาดครั้งใหญ่ ส่วนเงินยูโรอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์เนื่องจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังของยูโรโซนไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ด้านค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียพุ่งขึ้น สะท้อนถึงดัชนีหุ้นที่บวกแข็งแกร่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และการกลับมาเปิดเศรษฐกิจในบางประเทศของเอเชีย โดย Aค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียUD เป็นสกุลเงินของตลาดที่พัฒนาแล้วที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในเดือนเมษายน
  • สกุลเงินตลาดเกิดใหม่มีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แต่โดยรวมอ่อนค่าลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยมีสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนต่ำทำผลงานได้ดีกว่าสกุลเงินที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ค่าเงินละตินอเมริกาและ EMEA เผชิญแรงกดดัน โดยค่าเงินเปโซของเม็กซิโกอ่อนค่าลงมากที่สุดในบรรดาค่าเงิน Latam หลังจาก Moody’s ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้ของประเทศลงสู่ Baa1 จาก A และมุมมองในเชิงลบจากหน่วยงานอื่นๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่วนค่าเงินเรียลของบราซิลได้รับแรงกดดันมากขึ้นจากสภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ขณะสกุลเงินอื่นๆ ของ Latam ได้รับปัจจัยสนับสนุนและแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยค่าเงินของชิลีแสดงความโดดเด่นเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจมหภาคและบรรยากาศทางการเมืองที่ดีขึ้น
  • ในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) ค่าเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ได้รับแรงกดดันเพิ่มขึ้นหลังจากที่หน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับลดอันดับตราสารหนี้ลงสู่ระดับ “ขยะ” (junk) ในขณะที่ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียแข็งค่าขึ้นมาเกือบ 6% แม้จะมีการดิ่งลงของตลาดน้ำมัน หลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสภาวะการหดตัวทางเศรษฐกิจ
  • ค่าเงินของประเทศเอเชียแข็งค่าขึ้นในทุกสกุลเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่เป็นเพียงการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยยกเว้นเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ค่าเงินภูมิภาคเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยค่าเงินวอนของเกาหลีใต้แข็งค่า 1.7% และดอลลาร์ไต้หวันที่แข็งค่า 1.7% เช่นกัน ส่วนเงินรูปีของอินเดียแข็งค่า 0.7% ตามการดิ่งลงของราคาน้ำมัน ขณะ RBI ส่งสัญญาณให้ความสนับสนุนในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ค่าเงินหยวนที่ถูกดูแลแบบคุมเข้มยังทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่วนรูเปียห์อินโดนีเซียแข็งค่า 9.6% ซึ่งสามารถช่วยชดเชยได้บางส่วนจากที่เคยอ่อนค่าลงถึง 21% ในไตรมาสที่ 1 เนื่องจากธนาคารกลางบรรลุข้อตกลงกับเฟดสำหรับโครงการซื้อคืนวงเงิน 60 พันล้านดอลลาร์ และความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นโดยทั่วไปต่อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น

รูปที่ 7 : การแข็งค่า/อ่อนค่าของสกุลเงินต่างๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

figure7_macro-briefing-mb_currencies-performance_usd_mqy_apr

รูปที่ 8 : อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางที่สำคัญ

figure8_macro-briefing-mb_central-bank-ir_cc_apr
 

สินค้าโภคภัณฑ์

  • ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในเดือนเมษายน โดย WTI ของสหรัฐร่วงลงแตะระดับติดลบ 37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสำหรับสัญญาฟิวเจอร์สที่หมดอายุเดือนพฤษภาคม ขณะที่บรรดาผู้ค้าต่างต้องการหลีกเลี่ยงการส่งมอบจริงในช่วงที่คลังเก็บน้ำมันในสหรัฐใกล้เต็มขีดความสามารถในการรองรับอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สัญญาเดือนมิ.ย. ก็ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน มาปิดตลาดช่วงสิ้นเดือนที่ 12.30 ดอลลาร์ ในขณะที่ Brent ร่วงลงมาปิดที่ 20.50 ดอลลาร์ ข้อมูลปริมาณจัดเก็บน้ำมันที่ต่ำกว่าคาดมีส่วนช่วยสนับสนุนราคาในช่วงสิ้นเดือน แต่ก็ยังถือว่าเป็นเดือนแห่งความเลวร้ายที่สุดสำหรับตลาดน้ำมันเท่าที่เคยเกิดขึ้น
  • ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง เป็นผลบวกที่เกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั่วโลกและการเริ่มทำหน้าที่ในการเป็นสินทรัพย์ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อและการที่ค่าเงินอ่อนค่าลงเมื่อเริ่มมีการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลอยู่นานตลอดทั้งเดือน ขณะค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรร่วงลงอีกครั้ง แม้ว่าสถานการณ์จะผ่อนคลายลงไปบ้างในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนเนื่องจากมีการผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ในเศรษฐกิจ
  • ราคาโลหะอื่นๆ มีความเคลื่อนไหวที่ราบเรียบมากกว่าในเดือนเมษายน โดยราคาทองแดงกระเตื้องขึ้นได้บ้างหลังจากเศรษฐกิจจีนค่อยๆ เปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะแร่เหล็กทรงตัวแม้ว่าจะยังทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี แม้ว่าดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน แต่ดัชนี S&P Industrial metals ยังเพิ่มขึ้น 1.4% เนื่องจากมีสัญญาณที่ดูดีขึ้นในภาคอุตสาหกรรมของประเทศจีน
  • ราคาถ่านหินกลับมาปรับตัวลดลงในที่สุด หลังจากที่ทรงตัวอยู่ระดับสูง เนื่องจากดีมานด์ที่อ่อนแอในอินเดียและจีน ส่งผลให้ราคาถ่านหินในเอเชียร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี และลดลงเกือบ 30% จากระดับสูงสุดของปี 2020 โดยราคาถ่านหินออสเตรเลียที่มีการใช้กันมากในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง 24% จากระดับสูงสุดของปี เช่นเดียวกับราคา LNG ในเอเชียที่ลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน โดยปัจจุบันราคาร่วงลงมามากกว่า 70% จากระดับสูงสุดของปี 2020

แม้ว่าจะมีการฟื้นตัวของราคาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าอย่างเช่นหุ้น แต่ราคาทองคำยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 9 : การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เปรียบเทียบในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

figure9_macro-briefing-mb_commodities-performance_usd_cc_apr

รูปที่ 10 : แนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ปี 2019-2020

figure10_macro-briefing-mb_gold-copper-line-chart_apr
 

เศรษฐกิจ

  • GDP ของสหรัฐลดลง 4.8% ต่อปีในไตรมาสที่ 1 โดยมีจำนวนผู้ว่างงานสูงถึง 30 ล้านคน กลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์สเปนของสหรัฐ การลดลงของ GDP เป็นผลมาจากการหดตัวของการใช้จ่ายเพื่อบริโภคในภาคบริการซึ่งลดลงคิดเป็นอัตราต่อปีที่ 10% และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนเมษายน กลายเป็นสัญญาณที่ GDP จะปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคก็ลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน แม้ว่าในบางรัฐจะทยอยเปิดเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติอย่างช้าๆ
  • เฟดได้เปิดวงเงินช่วยเหลือด้านสภาพคล่องหรือที่เรียกว่า swap lines ร่วมกับธนาคารกลางหลักแห่งอื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้เป็นแหล่งเงินทุนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐซึ่งก่อนหน้านี้ถูกระงับใช้ในช่วงที่เกิดภาวะ "ความต้องการถือเงินสดอย่างเร่งรีบ" มาตรการดังกล่าวทำให้เฟดสามารถจัดหาเงินดอลลาร์ให้แก่ธนาคารต่างประเทศและเพิ่มระยะเวลาการทำธุรกรรมเป็นรายวันจากรายสัปดาห์ โดยประเทศที่อยู่ในแผนดังกล่าวนั้นรวมถึงแคนาดา สหราชอาณาจักร ประเทศกลุ่มยูโรโซน ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ และเกาหลี
  • ECB และ BoJ อยู่ในกลุ่มธนาคารกลางที่ประกาศจะดำเนินการซื้อพันธบัตรรัฐบาลในจำนวนมากเท่าที่จำเป็นต้องใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของตน ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากยุโรปได้แสดงให้เห็นว่าดัชนีคำสั่งซื้อหรือ PMI ในภาคการผลิตและภาคบริการลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และบ่งชี้ว่า GDP ของยุโรปจะหดตัวลงอย่างหนักในปีนี้ ส่วนดัชนี PMI ของสหราชอาณาจักรก็ดูแย่ลงเช่นกัน โดย PMI ภาคบริการลดลงเหลือ 12.3 จาก 34.5 ในเดือนมีนาคม และของภาคการผลิตลดลงเหลือ 32.6 จาก 47.8 ซึ่งทำให้ตัวเลขดัชนีรวมนั้นอยู่ที่ 12.9
  • GDP ของจีนหดตัว 6.8% ในไตรมาส 1 (-9.8% สำหรับ GDP แบบราคาคงที่ เทียบ qoq) และในขณะที่กลุ่มตัวชี้วัดเดือนเมษายนจะส่งสัญญาณของการฟื้นตัว แต่ก็ได้ชี้ถึงอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้าด้วยเช่นกัน โดย PMI เดือนเมษายนลดลงเหลือ 50.8 จาก 52 ในเดือนมี.ค. ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวได้ช้าเนื่องจากประเทศอื่นๆ ของโลกยังคงอยู่ในภาวะล็อกดาวน์และการส่งออกก็ลดลงอีกครั้ง ทั้งนี้ PMI ของภาคการผลิตลดลงเล็กน้อย แต่ของภาคบริการสามารถกลับมาเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง
  • GDP ของสเปนหดตัว 9.2% qoq ในไตรมาสที่ 1 (-5.2% qoq) โดยอัตราการว่างงานสูงแตะระดับ 14.4% ส่วน GDP ของอิตาลีลดลง 4.7% และคาดว่าจะลดลงอีกในไตรมาสที่ 2 ด้านเกาหลีใต้ รายงาน GDP ไตรมาสที่ 1 ลดลง 5.5% แต่ BoK ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมต่อไป ส่วนรัสเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 50bps ทำให้เป็นหนึ่งในธนาคารกลางหลายๆ แห่งที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในเดือนเมษายน
macro-briefing-mb_msci-ac-world-12m-forward-pe_cc_apr
macro-briefing-mb_msci-us-12m-forward-pe_cc_apr

macro-briefing-mb_msci-eu-12m-forward-pe_cc_apr
macro-briefing-mb_msci-japan-12m-forward-pe_cc_apr

macro-briefing-mb_msci-em-12m-forward-pe_cc_apr
macro-briefing-mb_msci-apxj-12m-forward-pe_cc_apr
 

วิธีลงทุนในกองทุนของ Eastpring

โปรดระบุตลาดของคุณเพื่อเลือกกองทุนที่น่าสนใจ

Sources:
Eastspring Investments. Chart data from Refinitiv Datastream as of as of 30 April 2020.
2 Eastspring Investments. Chart data from Refinitiv Datastream as of 30 April 2020. For representative indices and acronym details please refer to notes in the appendix. Quoted returns are MSCI, US dollar denominated total returns.
3 Eastspring Investments. Chart data from Refinitiv Datastream as of as of 30 April 2020. For representative indices and acronym details please refer to notes in the appendix. For representative indices and acronym details please refer to notes in the appendix.
Eastspring Investments, Refinitiv Datastream as of 30 April 2020.
5 Eastspring Investments. Chart data from Refinitiv Datastream as of 30 April 2020.
6 Eastspring Investments. Chart data using IBES estimates from Refinitiv Datastream as of 30 April 2020.
7 Eastspring Investments. Chart data from Refinitiv Datastream as of 30 April 2020. Data and commentary prepared by Peter Bennett.

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.