แบรนด์ความงามจีนเติบโตรับกระแส “Guo Chao” เทรนด์ใหม่แฟชั่นแดนมังกร

ด้วยรูปแบบที่เอื้ออำนวยจากโครงสร้างด้านประชากร รายได้ที่สูงขึ้นหลังหักภาษี และช่องทางโซเชียลมีเดีย กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมความงามของจีนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าหากแบรนด์เครื่องสำอางของจีนสามารถดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมก็จะมีโอกาสเก็บเกี่ยวประโยชน์จากกระแส “Guo Chao” และเขย่าแบรนด์ดังระดับโลกต้องสูญเสียยอดขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลัง covid ที่ผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่ในการค้นหาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น

Yijin Han
Senior Analyst,
Equities Eastspring China

เดือนกันยายน 2020 | 6 min read

ปัจจุบันวัยรุ่นหนุ่มสาวชาวจีนนิยมสวมใส่และซื้อสินค้าแบรนด์ท้องถิ่นที่เติบโตมาจากตลาดในประเทศกันมากขึ้น สื่อจีนมักจะอ้างอยู่เสมอถึงแนวโน้มที่เรียกว่า “Guo Chao” (กัว เชา) นี้ เพราะว่าเป็นรูปแบบของ "ความเชื่อมั่นในตัวเองทางด้านวัฒนธรรม" ซึ่งเกิดจากอำนาจทางเศรษฐกิจและพลังทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่กำลังขยายตัว

อุตสาหกรรมเครื่องสำอางท้องถิ่นของจีนนั้นถือว่าอยู่ในแถวหน้าของเทรนด์ “Guo Chao” งานศึกษาในปี 2019 ซึ่งจัดทำโดย Gartner พบว่าสัดส่วนการใช้ keywords บนโลกออนไลน์ของแบรนด์ความงามจีนที่ใช้ถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับ ‘made-in-China' ได้เพิ่มจากสัดส่วนที่อยู่ต่ำกว่า 40% ในปี 2017 มาอยู่ที่ 72% ในเดือนธันวาคม 20181ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงกระแสความแรงของ “Guo Chao” ในตลาดเครื่องสำอางจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

จากข้อมูลของ Euromonitor International ระบุว่ายอดขายเครื่องสำอางในประเทศจีนในปี 2018 มีมูลค่า 410 พันล้านหยวน (62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้จีนเป็นตลาดเครื่องสำอางที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ดูรูปที่ 1a) อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินใช้จ่ายด้านความงามของจีนที่คิดเป็นต่อหัวอยู่แค่เพียง 295 หยวน (42 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งถือว่ายังต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาดหลักแห่งอื่นๆ ของโลก (300 ดอลลาร์สหรัฐ)2ฐานที่ต่ำนี้ได้อธิบายถึงเหตุผลว่า ทำไมการใช้จ่ายด้านความงามของจีนถูกคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 8.2% ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2019 ถึง 2023 ขึ้นเป็นอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลก (ดูรูปที่ 1b) การที่อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในอุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายของจีนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระหว่าง 60% ถึง 70%3ตลาดที่เฟื่องฟูนี้ จึงแสดงถึงโอกาสอันมั่งคั่งสำหรับแบรนด์เครื่องสำอางท้องถิ่นของจีน

รูปที่ 1: ตลาดเครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดและคาดการณ์การเติบโต

china-s-homegrown-beauty-brands-ride-fig-1

ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว

สิ่งสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังศักยภาพอันน่าอัศจรรย์นี้ก็คือ ความต้องการเชิงโครงสร้างที่มีต่อสินค้าเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค มากกว่าการเป็นสินค้าที่ต้องใช้การไตร่ตรองอย่างมากก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งในประเด็นนี้ชาวจีนรุ่นมิลเลนเนียลต่างนิยมใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (ดูรูปที่ 2) และเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่อายุน้อยกว่าคนรุ่นยุคพ่อแม่

รูปที่ 2: การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (สัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่ใช้ผลิตภัณฑ์ในแต่ละขั้นตอน) ในประเทศจีน4

china-s-homegrown-beauty-brands-ride-fig-2

เมื่อมีรายได้เหลือสำหรับการบริโภคและเก็บออมมากขึ้น ประกอบกับการมีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตตามกระแสแฟชั่น คนรุ่นใหม่ของจีนจึงเต็มใจมากขึ้นสำหรับการจับจ่ายซื้อผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะเครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้าด้วยแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นตามเทรนด์ความงาม รูปที่ 3 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้ทั่วๆ ไป (mass-market products)

รูปที่ 3: อัตราการเติบโตต่อปีของยอดขายเครื่องสำอางในประเทศจีน5

china-s-homegrown-beauty-brands-ride-fig-3

ปลุกกระแสแบรนด์ท้องถิ่น

จวบจนปัจจุบัน ตลาดความงามของจีนยังคงถูกครองตลาดโดยแบรนด์ต่างชาติเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก ญี่ปุ่น และเกาหลีมาแต่ดั้งเดิม ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดเจนมากตามหัวเมืองชั้น 1 และชั้น 2 (Tier-1 / Tier-2 cities) ซึ่งแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีข้อได้เปรียบเป็นอย่างมาก ทั้งจากทรัพยากรทางการเงินที่แข็งแกร่ง

ตลอดจนประสบการณ์ในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พฤติกรรมของผู้บริโภคเครื่องสำอางของจีนมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุผลนี้ทำให้แบรนด์ในประเทศจึงมีความได้เปรียบและเหนือกว่าแบรนด์ต่างประเทศจากความสามารถในการทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และรู้ถึงความแตกต่างในแต่ละท้องถิ่น

สิ่งนี้สอดคล้องกับเทรนด์ “Guo Chao” ซึ่งแบรนด์ท้องถิ่นสามารถมองหาวิธีเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้ผู้บริโภคมองเห็น และวางตำแหน่งของแบรนด์ในตลาดได้

รูปที่ 4 แสดงให้เห็นว่า Shanghai Pehchaolin Daily Chemical ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์-เครื่องสำอาง ดำเนินการผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัทขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม แบรนด์เครื่องสำอาง 10 อันดับแรกในปี 2016 (วัดจากมูลค่ายอดขายปลีก) จากนั้นในปี 2019 ก็กลายเป็นบริษัทเครื่องสำอางที่ใหญ่เป็นอันดับแปดของประเทศจีน ความสำเร็จโดยส่วนใหญ่นั้นมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง และการเป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ ตัวอย่างเช่นในช่วงที่จัดแคมเปญ 618 shopping carnival ของปีนี้ Pehchaolin รายงานยอดขายพุ่งทะยานถึง 300% ภายในเวลาเพียง 15 นาทีแรก เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า6 จากการขายสินค้าบน JD.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (business-to-consumer) ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศจีน

รูปที่ 4: กลุ่มผู้นำตลาดของแบรนด์เครื่องสำอาง (บริษัท) ในประเทศจีน วัดจากมูลค่ายอดขายปลีก

china-s-homegrown-beauty-brands-ride-fig-4

แบรนด์ท้องถิ่นของจีนยังคงค่อยๆ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยส่วนแบ่งตลาด 56% ของตลาดเครื่องสำอางในจีนตามข้อมูลของ Hong Kong Trade Development Council7อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงแบ่งส่วนย่อยแบบกระจัดกระจาน และอาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่แบรนด์ท้องถิ่นจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดที่ถูกครอบครองโดยแบรนด์ต่างชาติได้

ตลาดเฉพาะกลุ่ม

การเติบโตในยุค Guo Chao นี้ แบรนด์ในประเทศจำเป็นต้องมองไปให้ไกลกว่าตลาดหัวเมืองชั้น 1 และ 2 (Tier-1 / Tier-2 cities) ซึ่งถูกครองตลาดด้วยแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่โอกาสจะเปิดกว้างมากขึ้นและดีขึ้นหากบรรดาแบรนด์ต่างๆ พุ่งเป้าหมายไปยังเมืองที่มีขนาดเล็กและรองๆ ลงมา ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์ต่างชาติยังเข้าไม่ถึง การดำเนินการในส่วนนี้แบรนด์ควรเน้นที่เรื่องราวต้นกำเนิดของตนเองในประเทศจีนอันแข็งแกร่งและวางตำแหน่งแบรนด์ของตนว่าเป็นผู้บุกเบิกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลความงามในกลุ่มต่างๆ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้แก่ :

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่ใช้ประจำวัน : ไม่ว่าจะเป็น โทนเนอร์ มาสก์หน้า ครีมทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง ล้วนเป็นส่วนสำคัญของกิจวัตรการดูแลผิวของผู้บริโภค ความต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีลักษณะของความจำเป็นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการทำงาน มากกว่าจะดูในเรื่องประสิทธิภาพ ซึ่งจากปัจจัยทางด้านราคาที่ต่ำกว่า ระดับการทำวิจัยและพัฒนา และการที่ยังไม่มีการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่แบรนด์ต่างประเทศมากนัก จึงทำให้แบรนด์สตาร์ทอัพในประเทศที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ สามารถใช้ประโยชน์จากเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นเพื่อเพิ่มยอดขาย
  • ผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม :เมื่อส่วนผสมที่มีคุณสมบัติเฉพาะได้รับการสกัดบริสุทธิ์เพื่อผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวต่างๆ – ตัวอย่างเช่น สารละลาย (stock solutions) แอมพูล (ampoules) และน้ำมันหอมระเหย (essential oils) – ส่วนผสมก็ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม แบรนด์ความงามที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะจึงสามารถผันตัวเองขึ้นเป็น "ผู้กำหนดราคา" และได้รับอัตรากำไรที่สูงขึ้น
  • ร้านค้าเฉพาะ (Speciality stores) :ร้านขายเครื่องสำอางเป็นที่นิยมในบรรดาหัวเมืองระดับรอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร้านค้าแบบที่มีแบรนด์เดียวจะเก็บสต็อกไว้ที่ 200-300 SKU (stock-keeping units) ร้านค้าเหล่านี้อาศัยค่าเช่าที่ถูกกว่า ทำให้มีร้านที่ขนาดใหญ่ขึ้นและยังมีบริการด้านความงามเพื่อกระตุ้นยอดขายด้วย ยิ่งไปกว่านั้นแคมเปญมัดใจลูกค้ายังสามารถเรียกความพึงพอใจจากลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
  • เครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้า :ในตลาดความงามและเครื่องบำรุงร่างกายในประเทศจีนนั้น เครื่องสำอางแต่งหน้าถือเป็นหนึ่งในหมวดหมู่การดูแลความงามที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดและบ่อยที่สุด เนื่องจากคนรุ่นใหม่ของจีนมีความใส่ใจกับเรื่องภาพลักษณ์ การที่ผู้ผลิตประเภท OEM ขั้นสูงได้นำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ในตลาดเครื่องสำอางแต่งหน้าได้ช่วยให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถผลิตสูตรและ textures สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการทดลองเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ๆ และทันสมัย เครื่องสำอางแต่งหน้ามีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตรงที่มี "พลังกระตุ้นในการซื้อ" ที่มากกว่าและมักจะเปลี่ยนไปตามกระแสความงามในแต่ละยุค แม้ประวัติของแบรนด์จะไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่ แต่แคมเปญการตลาดที่ดีเยี่ยมบนโซเชียลมีเดียถือเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ

แบรนด์ในประเทศที่สามารถสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในกลุ่มตลาดข้างต้นจะสามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากเทรนด์ Guo Chao ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด

ใช้ประโยชน์แพลตฟอร์มออนไลน์

อีคอมเมิร์ซและโซเชียลมีเดียกำลังเร่งกระแส “Guo Chao” ยกตัวอย่างเช่นช่องทางออนไลน์ได้เอื้อให้แบรนด์ดังที่เติบโตจากตลาดในประเทศแต่มีทรัพยากรทางการเงินจำกัด สามารถรักษาพื้นที่ในตลาดเพื่อขายผลิตภัณฑ์ความงามให้แก่ลูกค้าได้โดยตรงทั่วประเทศ หากพิจารณาย้อนกลับไปในปี 2010 ยอดขายออนไลน์นั้นคิดเป็นเพียง 3.1% ของยอดขายเครื่องสำอางในจีน แต่มาในปี 2019 สินค้าในกลุ่มนี้กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 33.6% ของยอดขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วประเทศ (ดูรูปที่ 5) ในขณะที่ยอดขายผ่านช่องทางหน้าร้านแบบดั้งเดิมยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

รูปที่ 5: ยอดขายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในตลาดจีน จำแนกตามช่องทางการจำหน่าย (%)

china-s-homegrown-beauty-brands-ride-fig-5

พลังของโซเชียลมีเดียเป็นอีกปัจจัยสำคัญ บรรดาไอดอลหรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านเครื่องสำอางในจีน (หรือผู้นำทางความคิดรายหลักๆ) ต่างมุ่งสร้างกลุ่มแฟนคลับอย่างต่อเนื่องด้วยการเล่ากิจวัตรความงามในแต่ละวันบน Weibo (เทียบเท่ากับ Twitter ในเวอร์ชั่นจีน), Xiaohongshu (แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอีคอมเมิร์ซยอดนิยม) และผ่านการถ่ายทอดสดแบบไลฟ์สตรีมมิ่งในหลายๆ แพลตฟอร์มบนโซเชียล ผู้นำทางความคิดเหล่านี้โดยทั่วไปแล้วจะถูกจ้างเพื่อมาโปรโมตผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในหมู่คนรุ่นมิลเลนเนียล อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการปิดช่องว่างระหว่างแบรนด์เครื่องสำอางและผู้บริโภค เพราะได้มีการอธิบายถึงความสำคัญของสูตรการดูแลผิวพรรณและการนำมาประยุกต์ใช้แต่งหน้าจริง ด้วยการนำเสนอในรูปแบบที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย

กรณีตัวอย่าง : ในเดือนพฤศจิกายน 2019 Austin Li Jiaqi (ออสติน หลี่ เจียฉี) อินฟลูเอนเซอร์ด้านความงาม (ซึ่งได้รับขนานนามว่า 'ราชาแห่งลิปสติก') ได้พูดคุยเกี่ยวกับมาส์กหน้าเซรั่มระดับพรีเมี่ยมของแบรนด์ท้องถิ่นของจีนผ่านไลฟ์สตรีมมิ่ง ซึ่งเขาใช้เวลาขายผลิตภัณฑ์มากกว่า 400,000 กล่องภายในเวลาเพียง 8 นาที 12 วินาที8

โอกาสการลงทุนที่เปิดกว้างขึ้น

เมื่อผู้บริโภคชาวจีนถูกกระตุ้นให้กล้าหันมาทดลองใช้แบรนด์ใหม่ๆ และซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางที่มีคุณภาพกันมากขึ้น จึงทำให้มีผู้เล่นจากแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้นในตลาดความงามที่กำลังบูมในจีน เตรียมพร้อมขึ้นแข่งขันกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก

สำหรับแบรนด์ในประเทศซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและมีความพิเศษเฉพาะกลุ่ม เน้นแค่คนรุ่นใหม่ ได้ทำให้ “Guo Chao” เป็นพื้นที่แห่งการสร้างความสดใหม่และปรับปรุงภาพลักษณ์ของแบรนด์ การระบาดของ coronavirus ในประเทศจีนซึ่งสถานการณ์ส่วนใหญถูกควบคุมไว้ได้แล้ว กระตุ้นให้ผู้บริโภคจำนวนมากสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์และค้นหาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าคุ้มราคากันมากขึ้น ดังนั้น แบรนด์เมคอัพของจีนที่เข้าใจโลกดิจิทัลจึงอยู่ในฐานะที่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งในการแย่งชิงความได้เปรียบและเผชิญหน้ากับคู่แข่งจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลิตภัณฑ์ความงามระดับไฮเอนด์จะสามารถกำหนดอัตรากำไรที่สูงขึ้นได้ แต่นั่นก็ต้องใช้เงินลงทุนก่อนล่วงหน้ามากขึ้นสำหรับทำการวิจัยและพัฒนา พร้อมด้วยค่าใช้จ่ายประจำและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพื่อรักษาชื่อเสียงของแบรนด์และผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่มในเครือตน ในความเป็นจริงแล้วผลิตภัณฑ์หรือการตัดสินใจทางการตลาดที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก และในทางกลับกันหากแบรนด์ในประเทศสามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ใช้และเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตประเภท OEM สำหรับการผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่มในจำนวนมากก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

ตลาดเครื่องสำอางของจีนยังคงมีความซับซ้อน แบ่งเป็นภาคส่วนย่อยแบบกระจัดกระจาย และเครื่องสำอางหลายแบรนด์ก็ยังคงเป็นของเอกชน โดยในปัจจุบันถ้าดูจากแบรนด์ท็อปเทนที่เป็นแบรนด์เครื่องสำอางท้องถิ่นของจีนก็จะพบว่ามีเพียงสามแบรนด์ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์9อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นที่ต้องเพิ่มทรัพยากรทางการเงินเพื่อไปใช้ในการทำวิจัยและพัฒนามีแนวโน้มที่จะบีบให้บริษัทเอกชนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น การขยายตัวของกลุ่มหลักทรัพย์ที่สามารถเข้าลงทุนได้นั้นจึงเป็นการมอบโอกาสให้แก่ผู้ลงทุนที่มีความสุขุมและมองการณ์ไกล

Sources:
1 Gartner: 5 Digital China Cosmetics Trends, March 2019.
2 Euromonitor International 2019 and various sources gathered by Eastspring Investments, February 2020.
3 Bloomberg, data as at 28 February 2020. Gross profit margins range of Proya Cosmetics, Guangdong Marubi Biotechnology and Shanghai Jahwa United (from 2016 to 2019).
4 OC&C: Unmasking the secrets of Chinese beauty. Page 5.
5 Euromonitor International 2019
6 Southern Metropolis Daily ( 南方都市报)’s research, citing JD.com data, 19 June 2020.
7 HKTDC Research: China’s Cosmetics Market, 12 July 2019.
8 Chicmax Group’s official announcement, data 14 January 2020.
9 Bloomberg, as at 28 February 2020: Proya Cosmetics, Shanghai Jahwa and Guangdong Marubi Biotechnology

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.