โอกาสใหม่ๆ … ในตลาดโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาด E-commerce ที่กำลังเติบโตของอินโดนีเซียกำลังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศ แต่ด้วยอาณาบริเวณที่แผ่ขยายกว้างไกลจากการเป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยมากกว่า 17,000 เกาะนั้น ได้สร้างความท้าทายในแบบที่มีแบบฉบับของตัวเอง

ท่ามกลางการระบาดของ coronavirus (COVID-19) ในอินโดนีเซีย มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมหรือ social distancing ที่มีผลครอบคลุมทั่วทั้งเกาะได้กระทบต่อร้านค้าหลายแห่งต้องปิดให้บริการ กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียที่อยู่ภายใต้การประกาศภาวะฉุกเฉินมาตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2020 ส่งผลให้จำนวนชั่วโมงการเปิดให้บริการของระบบขนส่งมวลชนสาธารณะถูกร่นระยะเวลาให้เหลือสั้นลง ขณะที่โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งให้ความบันเทิงต่างๆ ก็ถูกปิดด้วยเช่นกัน

สมาคมโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียระบุว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญรวมทั้งกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะล็อกดาวน์หรือการปิดเมืองนั้น ยังส่งผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้าในระดับธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และยอดขายสินค้าที่ไม่จำเป็นด้วย แต่ถ้าหากดูในระดับธุรกิจต่อผู้บริโภคหรือ Business-to-Consumer ก็ดูเหมือนว่าจะได้รับประโยชน์จากภาวะการระบาดครั้งใหญ่ ข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์อย่าง Paxel แสดงให้เห็นว่าปริมาณการขนส่งแบบเร่งด่วนของสินค้าประเภทอาหารแช่แข็งและสินค้าที่จำเป็นอื่นๆ พุ่งสูงขึ้นประมาณ 70%1

จากการสำรวจของ McKinsey เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามในอินโดนีเซียบอกว่าพวกเขาใช้บริการจัดส่งสินค้าประเภทอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาด

ของ coronavirus โดยมีสัดส่วนประมาณ 18% ที่ระบุว่าพวกเขาได้ลองจับจ่ายซื้อสินค้าออนไลน์เป็นครั้งแรกในการซื้ออาหาร เครื่องปรุงรส และของใช้ในครัวเรือนที่จำเป็น ตลอดจนสินค้าอื่นๆ2

รูปที่ 1: อินโดนีเซีย : คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของช่องทางการจับจ่าย

คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของช่องทางการจับจ่ายสำหรับแต่ละหมวดสินค้าในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า แกนตั้งและแกนนอนแสดงถึงความตั้งใจในการซื้อสินค้าจากแต่ละช่องทาง ส่วนขนาดของวงกลมแสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามสำหรับการซื้อสินค้าในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา

Fig-1-McKinsey-emerging-opportunities

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการระบาดของ coronavirus นั้นได้ปรากฎถึงความชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงไปสู่การช้อปปิ้งออนไลน์ในอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของยอดการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ E-commerce ตามรายงานของธนาคารกลางอินโดนีเซียระบุว่ามูลค่าการชำระเงินผ่านช่องทาง e-payments ในไตรมาสแรกของปี 2020 เพิ่มขึ้น 122.16% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 46.09 ล้านล้านรูเปียห์ (3.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ดูรูปที่ 2

รูปที่ 2: มูลค่าการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในอินโดนีเซีย

Fig-2-emoney transactions-opportunities

อินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นตลาด E-commerce ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการขับเคลื่อนของระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตของบรรดาเมืองรองในระดับ 2 และ 3 ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงภาคการค้าปลีกที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ทั้งนี้ ตามการคาดการณ์ของ Google, Temasek และ Bain ระบุว่าตลาด E-commerce ของอินโดนีเซียซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม 21 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 จะเติบโตมาอยู่ที่ 82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 20253ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอินโดนีเซียจะมีสัดส่วนถึง 52% ของตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้4

“การเติมเต็มช่องว่างในตลาด”…เป็นกุญแจสำคัญ

ความสำเร็จของ E-commerce ในอินโดนีเซียส่วนใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในการส่งมอบตามคำสั่งซื้อออนไลน์ให้แก่ผู้บริโภคปลายทางทั่วประเทศ โดยหน้าที่หลักของผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการจัดหาผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บ การขนส่ง และการจัดจำหน่าย ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการติดตามคำสั่งซื้อออนไลน์สำหรับตลาด E-commerce ซึ่งเป็นกระบวนการที่สร้างความมั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือผู้บริโภคภายในระยะเวลาที่เหมาะสม จากการวิจัยที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษา Frost and Sullivan พบว่าการดำเนินการเพื่อให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากช่องทาง E-commerce นั้น จะทำให้มูลค่าของตลาดโลจิสติกส์ในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจาก 130 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 มาเป็น 275 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 20205

ความสามารถด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ (overheads) และปรับปรุงประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาในการจัดส่งและช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้ดีขึ้น ภาคการขนส่งของอินโดนีเซียมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี 2016 พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนถนนหนทางและทางรถไฟที่ถูกสร้างและได้รับการปรับปรุงทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่เติบโตจากตลาดภายในประเทศและการค้าปลีกออนไลน์ที่มีความมั่นคงในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเมื่อเปรียบเทียบกับศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่มีความก้าวหน้าสูงกว่าอย่างเช่นออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ดูรูปที่ 3

รูปที่ 3 : สถานะด้านโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ

Fig-3-JLL-Research-emerging-opportunities

จากการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียสามารถลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงจาก 27% ของจีดีพีในปี 2015 มาอยู่ที่ 22% ในปี 2020 โดยในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลมีเป้าหมายเชิงรุกที่ต้องการลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้เหลือเพียง 19% ของจีดีพีภายในปี 2024 ซึ่งในที่สุดก็จะเท่ากับมาตรฐานของญี่ปุ่นและสิงคโปร์ที่มีต้นทุนด้านโลจิสติกส์คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพียงตัวเลขหลักเดียวของจีดีพีโดยรวม

ความท้าทายอื่นๆ

ในขณะที่การระบาดของ COVID-19 อาจเพิ่มความต้องการสำหรับการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียวกัน (same day delivery) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่จำเป็น คุณสมบัติข้อนี้กำลังกลายมาเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วแม้แต่ในสถานการณ์ปกติ จากรายงานของ Econsultancy ระบุว่า 30% ของกลุ่มมิลเลนเนียลคำนึงถึงความสามารถของบริษัท E-commerce ในการส่งมอบสินค้าภายในวันเดียวกันก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ6

ข้อมูลจาก CLSA research ระบุว่าผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียยินดีที่จะจ่ายเพิ่มได้ถึง 100% สำหรับการส่งมอบสินค้าในวันเดียวกัน (40,000 รูเปียห์สำหรับการจัดส่งในวันเดียวกันเมื่อเทียบกับ 20,000 รูเปียห์สำหรับการจัดส่งสินค้าแบบอื่นๆ) สมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าของอินโดนีเซียประมาณการว่าส่วนแบ่งตลาดสำหรับการจัดส่งในวันเดียวกันจะเพิ่มขึ้นจาก 8% (300,000 ชิ้น/วัน) ในปี 2018 มาเป็น 30% (4.5 ล้านชิ้นต่อวัน) ภายในปี 2023 หากพิจารณาด้านค่าใช้จ่ายในการขนส่งจะพบว่ามูลค่ารวมของบริการจัดส่งภายในวันเดียวกันนั้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 65 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2023 จาก 4.4 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2018 จึงถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าบริการจัดส่งแบบอื่นๆ7

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของอินโดนีเซียก็คือ 'การจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าปลายทาง' (last-mile delivery) ด้วยเครือข่ายด้านคมนาคมที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก และความไร้ประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลที่อยู่ จากลักษณะการเป็นหมู่เกาะของประเทศที่ประกอบด้วย 17,508 เกาะ แม้ว่าการมีผู้รับส่งต่อสินค้าจำนวนมากขึ้น มีศูนย์คัดแยกพัสดุจากส่วนกลาง และเครือข่ายตัวแทนที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี (จากผู้ขนส่งสินค้าจำนวน 6,000 ถึง 7,000 ราย) สามารถช่วยผู้ประกอบการด้านการขนส่งให้เอาชนะความท้าทายในการส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคปลายทาง และสามารถส่งสินค้าในเขตชนบทหรือพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก แต่วิธีการเช่นนี้ต้องพึ่งพาการใช้แรงงานจำนวนมาก และยังต้องเผชิญกับปัญหาพัสดุสูญหายและความล่าช้าในการจัดส่ง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วได้ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์อยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดความไม่ยั่งยืนสำหรับธุรกิจ E-commerce และผู้ประกอบการร้านค้าทั้งหลาย

การที่มีเทคโนโลยีโลจิสติกส์อันทันสมัยและมุ่งเน้นไปที่การจัดส่งระหว่างเมือง ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศจึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะเข้าสู่ตลาดของผู้จัดส่งสินค้าแบบภายในวันเดียวกัน และได้รับผลกำไรที่สูงขึ้น (ในเปอร์เซ็นต์ที่เป็นตัวเลขสองหลัก เทียบกับมาร์จิ้น 4% ที่ได้จากโมเดลธุรกิจที่ใช้แรงงานเป็นหลัก) โมเดลธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์น้อยนั้นได้รวมถึงการสร้างเครือข่ายของสมาร์ทล็อกเกอร์เพื่อเป็นจุดรับส่ง แทนที่การคัดแยกพัสดุแบบใช้แรงงาน โดยใช้อัลกอริธึมจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างเส้นทางการจัดส่งสำหรับคำสั่งซื้อหลายพันรายการ และร่วมมือกับคู่ค้าด้านการขนส่งแบบออนดีมานด์ ความสามารถในการรองรับแนวโน้มที่เกิดขึ้นนี้ จะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์สามารถตอบสนองความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคและผู้เล่นอื่นๆ ในตลาด E-commerce ได้

โอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

อินโดนีเซียมีประชากร 268 ล้านคน และเป็นตลาดโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ตลาดแห่งนี้ยังค่อนข้างกระจัดกระจายแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ และมีการพัฒนาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศ ซึ่งจากโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากทำให้ผู้ประกอบการในประเทศหลายรายต่างเก็บเกี่ยวประโยชน์จากสภาพตลาดที่เพิ่งเริ่มพัฒนานี้ ในปัจจุบันมีผู้ให้บริการโลจิสติกส์เอกชนมากกว่า 15 รายในอินโดนีเซีย ตั้งแต่สตาร์ทอัพที่ดำเนินการจัดส่งสินค้าแบบ last-mile delivery ไปจนถึงผู้ครองตลาดที่แข็งแกร่งซึ่งกำลังขยายส่วนแบ่งการตลาดในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รวมถึง :

  • ผู้ครองตลาดที่เติบโตมาจากตลาดในประเทศ (JNE, Tiki, J&T Express, Lion Parcel, Paxel, และอื่นๆ)
  • บริษัทอีคอมเมิร์ซที่ควบดำเนินการด้านโลจิสติกส์ (Lazda Express, Red Carpet, Tokopedia และอื่นๆ)
  • บริการด้านโลจิสติกส์แบบออนดีมานด์ (Go-JEK, Grab, Lalamove และอื่นๆ)

ในขณะที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เติบโตมาจากตลาดในประเทศเองส่วนใหญ่มีเอกชนเป็นเจ้าของ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นในอนาคต เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต่างมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ของตน

Sources:
1 Eastspring Investments, quoting Paxel from a conference call on 25 April 2020.
2 McKinsey & Company COVID-19 Indonesia Consumer Pulse Survey 10 – 12 April 2020. N = 722, sampled a weighed to match Indonesia’ general population of 20+ years.
3 Google, Temasek, Bain & Company: e-Conomy SEA 2019 Report. P. 21.
4 Google and Temasek, May 2016, e-conomy SEA: Unlocking the $200 billion Digital Opportunity in Southeast Asia, page 7.
5 CLSA Research: Indonesia logistics, citing Frost and Sullivan, 14 November 2019.
6 Econsultancy: Not offering same-day delivery? You could be losing customers, 14 December 2015.
7 CLSA Research, 19 November 2019.

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.