“New normal” ในโลกหลัง COVID-19 ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

หลังวิกฤต COVID-19 … โลกของเราจะเป็นอย่างไร? แน่นอนว่า เป็นคำถามเปิดกว้างและสามารถตอบได้หลากหลายมุมมอง หลากหลายประเด็น และหลากหลายสมมติฐาน

สำหรับบทความนี้เราจะวิเคราะห์มุมมองในสามประเด็นที่กระทบต่อผู้คนในชีวิตประจำวัน

  1. รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ “New Normal” จะเป็นอย่างไร?
  2. ธุรกิจประเภทใดที่อาจจะถูก Disrupt?
  3. ธุรกิจประเภทใดที่ได้อาจจะประโยชน์หลัง COVID-19

เราหวังว่ามุมมองเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้อ่านทุกท่าน เพื่อปรับตัวให้เหมาะสมต่อแนวโน้มที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถปรับตัวได้ทันท่วงที เพื่อเตรียมใจกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนไป หรือเพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุน ระมัดระวังความเสี่ยงที่อาจมากระทบการลงทุน

รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ “New Normal” หลังวิกฤต COVID-19

สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คาดว่าทุกคนต้องเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ รูปแบบการใช้ชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “ความปกติใหม่” หรือ “New Normal” ไปจนกว่าโลกจะค้นพบยาต้านหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและสามารถผลิตในปริมาณที่เพียงพอต่อจำนวนประชากรโลก แต่แล้วอะไรคือชีวิตแบบ New Normal?

ชีวิตแบบ “New Normal” คือ ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากากทุกครั้งเวลาออกนอกบ้าน สถานที่ต่างๆก็ต้องมีการตรวจวัดอุณหภูมิและคอยทำความสะอาดฆ่าเชื้อตลอดเวลา การทำงานจะเป็นแบบ Work From Home ซึ่งมีการประชุมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ระบบของโรงเรียนทั่วโลกจะหันมาใช้ระบบ E-learning มากขึ้น ในขณะที่งาน Event ต่างๆ ที่ผู้คนจำนวนมากต้องมาอยู่รวมตัวกันอาจได้รับ ความนิยมลดลง รวมถึงโรงภาพยนตร์และมหกรรมกีฬาที่มีความแออัดของผู้เข้าร่วมงานอาจจะยังทำได้ยาก หรือมีผู้เข้าชมน้อยลงอย่างมีนัยยะสำคัญในช่วงแรกหลังจากเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ การรับประทานอาหารในร้านอาหารจะต้องนั่งห่างกัน 1-2 เมตร ต้องมีระยะห่างทางสังคม หรือ Social – Distancing นอกจากนี้ผู้คนอาจจะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศน้อยลง เนื่องจากต้องถูกกักตัว 14 วันเป็นต้น

คำถามต่อไป คือ เราจะใช้ชีวิตแบบ “New Normal” อีกนานแค่ไหน? ตราบใดที่ยังไม่พบวัดซีนป้องกัน COVID-19 แน่นอนว่าความระมัดระวังในชีวิตประจำวันและเหตุการณ์ที่ได้กล่าวไปแล้วจะยังคงอยู่กับเรา จนกว่าจะค้นพบยาหรือวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและต้องมีปริมาณเพียงพอกับคนทั้งโลก

ธุรกิจประเภทใดที่อาจจะถูก Disrupt?

ถ้าเรามองข้ามช่วงวิกฤตCovid-19 ออกไประยะยาว ช่วงที่ผู้คนเลิกกังวลเรื่องความเสี่ยงของโรคระบาดนี้ เราเชื่อว่าเหตุการณ์ COVID-19 ครั้งนี้เป็นเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาให้หลายๆเทรนด์ที่แต่เดิมเชื่อว่าจะใช้เวลาอีกนานหลายปี

(รูป1) ตัวอย่างของธุรกิจที่ถูก Disrupt ดังนี้

Fig-1a-Japan-PMI

I. ห้างสรรพสินค้า น่าจะเป็นธุรกิจแรกๆที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากมีการ Lockdown เมือง จึงทำให้

ผู้บริโภคได้เห็นความสะดวกและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของหรือการทำธุรกิจทุกอย่างผ่าน Application บนมือถือ ความจำเป็นที่ต้องไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อของหรือทำธุรกรรมการเงินก็จะลดลง ดังนั้น ห้างสรรพสินค้าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองให้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ให้คนไปใช้เวลาร่วมกัน อาจเป็นที่จัดแสดงสินค้า หรือไปรับประทานอาหาร เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการไปเดินห้างสรรพสินค้าของคนไทยน่าจะยังคงอยู่หรือลดลงไม่มากเหมือนต่างประเทศ เพราะด้วยสภาพอากาศที่ร้อนของบ้านเรา รวมถึงเป็นสถานที่ที่เป็นการทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว

II. อีกหนึ่งธุรกิจที่มีแนวโน้มที่จะถูก Disrupt ในระยะยาว ก็คือ ออฟฟิศ ช่วงวิกฤต COVID-19 ทำให้บริษัทเห็นแล้วว่าการที่พนักงานส่วนหนึ่งทำงานที่บ้านและการประชุมผ่านระบบออนไลน์สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทมีแนวโน้มพิจารณาปรับลดพื้นที่ออฟฟิศลงเพื่อลดต้นทุน และเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในช่วงฟื้นตัวและในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความต้องการพื้นที่ออฟฟิศลดลง ผลสำรวจของ CFO กว่า 317 บริษัทของบริษัทวิจัย Gartner พบว่า 74% ของบริษัทวางแผนให้พนักงานทำงานที่บ้านแบบถาวร

III. ธุรกิจกลุ่มสายการบิน และกลุ่มผู้ผลิตเครื่องบิน ก็เช่นเดียวกัน แม้ในระยะยาวการท่องเที่ยวด้วยเครื่องบินจะกลับมาเป็นปกติ แต่รายได้ที่คิดเป็นสัดส่วนที่สูงของธุรกิจสายการบินในประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา มาจากการเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Business Travel) ซึ่งหลังจากนี้ต่อไป บริษัทหรือคนกลุ่มนี้จะคุ้นชินกับการติดต่อธุรกิจผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ความจำเป็นในการเดินทางจะลดลง ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจโรงแรม ก็จะได้รับผลกระทบอีกด้วย เนื่องจากรายได้จากค่าห้องพักและค่าห้องประชุมจากกลุ่มลูกค้าที่เดินทางเพื่อธุรกิจที่มีสัดส่วนที่สูงนี้จะหายไป

IV. ธุรกิจน้ำมัน ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะถูกวิกฤตครั้งนี้เร่งให้ถึงจุดจบของสิ่งที่เรียกว่า พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuel) เร็วขึ้น และเร่งให้เทรนด์ของพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมถูกพัฒนาและเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเหตุผลหลักก็คือ การโดยสารด้วยเครื่องบินซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมากจะลดลงดังที่กล่าวมาก่อนหน้า และวิกฤตนี้ทำให้คนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ที่ประเทศอินเดีย COVID-19 ทำให้อินเดียฟ้าเปิด และสามารถเห็นยอดหิมาลัยครั้งแรกรอบ 30 ปี เหล่านี้จะทำให้มีเงินทุนไหลออกจากธุรกิจน้ำมันและไหลเข้าธุรกิจพลังงานทางเลือกหรือธุรกิจที่ใช้ใจสิ่งแวดล้อม (ESG Driven) มากขึ้น

V. กลุ่มผู้ผลิตยาภาคเอกชน (Private Pharmaceutical Firm) เหตุการณ์นี้จะทำให้รัฐบาลทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องสุขภาพของประชาชน ปริมาณยาที่เพียงพอ และการพัฒนายาหรือวัคซีนมากขึ้น เราจะได้เห็นรัฐบาลเข้ามามีบทบาทในด้านการพัฒนาและผลิตยามากขึ้นแทนที่บริษัทเอกชนแบบที่เห็นในปัจจุบัน เนื่องจากความเสี่ยงเรื่องสุขภาพประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาล ขณะที่สำหรับภาคเอกชนแล้ว การจะเร่งลงทุนพัฒนาหรือผลิตจะทำก็ต่อเมื่อเห็นโอกาสของกำไร

ธุรกิจประเภทใดที่จะได้ประโยชน์?

ดังคำว่า 'วิกฤต' ในภาษาจีนที่อักษรแรกหมายถึงอันตราย อักษรหลังหมายถึงโอกาส ซึ่งก็หมายถึงในทุกๆวิกฤต ย่อมมีโอกาส

I. กลุ่มเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่เราน่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุด กลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น (Digital Transformation) ไม่ว่าจะเป็นการใช้หุ่นยนต์ในการผลิต การจัดเก็บและบริหารข้อมูลบน Cloud การใช้ AI ออกแบบและบริหารระบบ Supply Chain ของบริษัท เทคโนโลยี 5G หลังวิกฤตเศรษฐกิจจะยิ่งทำให้ธุรกิจให้ความสำคัญเรื่องลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดหรือบริหารความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด เช่น การใช้หุ่นยนต์แทนมนุษย์อาจจะประหยัดต้นทุนได้เนื่องจากราคาปัจจุบันก็ถูกลงมากและไม่จำเป็นต้องปิดโรงงานหากคนงานสักคนติดโรคระบาด เทรนด์นี้รวมไปถึงการใช้ชีวิตในโลกของออนไลน์มากขึ้น เช่น ธุรกิจ E-commerce หรือจะเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็จะได้ประโยชน์จากพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไป

II.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทให้คำปรึกษาด้านการเงินทั้งให้กับบริษัทและบุคคล เนื่องจากกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และจะหันมาเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่อาจคิดว่าเหล่านี้เป็นสิ่งที่สิ้นเปลื้องและไม่จำเป็นมากนัก คล้ายกันกับระดับบุคคล ความสำคัญของความรู้เรื่องการเงิน การวางแผนการเงินและการเก็บออมจะมีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะสนับสนุนการออมเงินในกองทุนรวม และบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านการเงิน

III. Telemedicine/Telehealth ระบบโทรเวชกรรม ซึ่งก็คือระบบการให้บริการการรักษาทางการแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเดินทางมารักษาที่โรงพยาบาล ทั้งแพทย์และผู้ป่วยสามารถสนทนาและสื่อสารกันผ่าน Online Application แม้อาจจะยังไม่ค่อยมีให้เห็นในประเทศไทย แต่ในสหรัฐฯกำลังเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเหตุการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ผู้คนไม่อยากไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น และทำให้คนได้เรียนรู้ เปิดใจยอมรับการพบหมอออนไลน์มากขึ้นคล้ายกันกับพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ที่แต่เดิมหลายคนยังไม่ถนัดหรือเปิดใจ ยกตัวอย่างบริษัท Teladoc Health Inc ของสหรัฐฯที่ทำธุรกิจลักษณะนี้ ช่วงปี 2017-2019 รายได้ของบริษัทเติบโตเฉลี่ยปีละถึง 73% จากรายได้ 200 ล้านเหรียญเป็น 600 ล้านเหรียญ เรามองว่าในอนาคตจะเริ่มมีโรงพยาบาลหรือบริษัทที่ทำธุรกิจบริการแบบนี้มากขึ้น เนื่องจากมันตอบโจทย์ความเรื่องปลอดภัย สะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา และยังสามารถเข้าถึงคนไข้ในพื้นที่ห่างไกลได้อีกด้วย

สรุปแล้ว คำถามที่ว่า หลัง COVID-19 … โลกเราจะเป็นอย่างไร? สิ่งแรกก็คือการเข้าสู่รูปแบบชีวิตปกติใหม่ “New Normal” และสิ่งที่สอง คือเรามองว่า COVID-19 เป็นตัวเร่งเทรนด์การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาวที่พวกเราต่างเชื่อมาก่อนแล้วว่าเทรนด์เหล่านี้กำลังจะมา

สุดท้ายนี้ เราแนะนำให้นักลงทุนเน้นมุมมองการลงทุนแบบระยะยาว โดยให้ลงทุนอย่างระมัดระวัง กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และใช้จังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวนและปรับตัวลงในการทยอยเข้าลงทุนในเทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์และสภาวะเศรษฐกิจในระยะยาว

Sources:
1 21st April 2020.
2 Refinitiv Datastream. As of 21st April 2020.
3 JP Morgan Asia Credit Non-Investment Grade Index

This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in:

Singapore and Australia (for wholesale clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore, is exempt from the requirement to hold an Australian financial services licence and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Australian laws.


Hong Kong by Eastspring Investments (Hong Kong) Limited and has not been reviewed by the Securities and Futures Commission of Hong Kong.


This document is produced by Eastspring Investments (Singapore) Limited and issued in Thailand by TMB Asset Management Co., Ltd.


Indonesia by PT Eastspring Investments Indonesia, an investment manager that is licensed, registered and supervised by the Indonesia Financial Services Authority (OJK).


Malaysia by Eastspring Investments Berhad (531241-U).


United States of America (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is registered with the U.S Securities and Exchange Commission as a registered investment adviser.


European Economic Area (for professional clients only) and Switzerland (for qualified investors only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A., 26, Boulevard Royal, 2449 Luxembourg, Grand-Duchy of Luxembourg, registered with the Registre de Commerce et des Sociétés (Luxembourg), Register No B 173737.


United Kingdom (for professional clients only) by Eastspring Investments (Luxembourg) S.A. - UK Branch, 125 Old Broad Street, London EC2N 1AR.


Chile (for institutional clients only) by Eastspring Investments (Singapore) Limited (UEN: 199407631H), which is incorporated in Singapore and is licensed and regulated by the Monetary Authority of Singapore under Singapore laws which differ from Chilean laws.


The afore-mentioned entities are hereinafter collectively referred to as Eastspring Investments.


The views and opinions contained herein are those of the author on this page, and may not necessarily represent views expressed or reflected in other Eastspring Investments’ communications. This document is solely for information purposes and does not have any regard to the specific investment objective, financial situation and/or particular needs of any specific persons who may receive this document. This document is not intended as an offer, a solicitation of offer or a recommendation, to deal in shares of securities or any financial instruments. It may not be published, circulated, reproduced or distributed without the prior written consent of Eastspring Investments. Reliance upon information in this posting is at the sole discretion of the reader. Please consult your own professional adviser before investing.

 

Investment involves risk. Past performance and the predictions, projections, or forecasts on the economy, securities markets or the economic trends of the markets are not necessarily indicative of the future or likely performance of Eastspring Investments or any of the funds managed by Eastspring Investments.


Information herein is believed to be reliable at time of publication. Data from third party sources may have been used in the preparation of this material and Eastspring Investments has not independently verified, validated or audited such data. Where lawfully permitted, Eastspring Investments does not warrant its completeness or accuracy and is not responsible for error of facts or opinion nor shall be liable for damages arising out of any person’s reliance upon this information. Any opinion or estimate contained in this document may subject to change without notice.


Eastspring Investments (excluding JV companies) companies are ultimately wholly-owned/indirect subsidiaries/associate of Prudential plc of the United Kingdom. Eastspring Investments companies (including JV’s) and Prudential plc are not affiliated in any manner with Prudential Financial, Inc., a company whose principal place of business is in the United States of America.